[BB.fic] Enigma #1

posted on 10 Nov 2008 23:39 by sussurro  in fiction

.

Title: Enigma #1

Subtitle: Before the Moon Rise

Author: ENIGMA

Fandom: BIGBANG

Genre: Romantic drama, AU, Yaoi, Flash Back

Rate: NC-17 [overall story]

Status: Miserable ongoing [can't see the end]

Author's note: Don't expect for anything because I've started it from nothing. Don't copy any part of it without my permission. All happens here is just my imagination. Hope you would have some fun.

+++

.

.

‘What's important is promising something to the people, not actually keeping those promises. The people have always lived on hope alone.'

Hermann Broch

 

#1

.

.

แสงไฟส้มนวลทอดตัวลงโต๊ะกระจกเคลือบสีแดง   เพลงแจ็สนุ่มหูลอยอวลในห้องเหลี่ยมกว้างขวาง   ด้านหน้าคือหน้าต่างจรดเพดานประดับด้วยม่านแดงหม่น   ผ้าแวววาวในเงาสลัว   แสงนีออนจากด้านนอกห่อหุ้มผิวหน้าของกระจก   ชายหนุ่มนั่งเอนหลังบนพนักอ่อนนุ่มและจ้องมองเงาเหล่านั้น   โซฟาในเพิร์ลคลับไม่เคยทำให้เขาผิดหวังแต่เขากลับขยับตัวกระสับกระส่ายมาได้สักพัก  

 

ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองบานประตูสลับนาฬิกาข้อมือมาครู่ใหญ่   ทั้งที่รู้ว่าไม่มีประโยชน์..   เสื้อยืดแขนยาวสีเทาไม่อบอุ่นพอกับอากาศหนาวเย็นที่นี่   เขามองน้ำแข็งละลายอย่างช้าๆจนเตกิล่าซันไรซ์สีจางลง   ปลายนิ้วมนไล้ขอบแก้วอย่างเหม่อลอย  สีส้มอมแดงของมันชวนให้นึกถึง...  

 

เลือดที่ปลายคาง

 

ดวงตาคู่หนึ่ง..และโครงร่างสูงใหญ่

 

ท่วงทำนองจากแซ็กโซโฟนเอื่อยเนิบวนเข้าในกรอบความคิด แต่มันเร่งเร้าให้เขานึกถึงเรื่องเก่า...แจ่มชัด   ร่างเพรียวยกมือขึ้นปัดไรผมให้พ้นหน้า   นาฬิกาข้อมือบอกเวลาสองทุ่มสี่สิบนาที   เขาเม้มริมฝีปากแน่น   ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้   บริกรยกค็อกเทลแก้วใหม่มาวางไว้บนโต๊ะ   เขาเกลียดบลัดดี้แมรี่แต่เขาก็สั่งมันมา   สีแดงของมันสลัวในความมืด   ร่างเพรียวนึกอยากหายตัวไปจากตรงนี้แต่ทว่าเขารับปากไว้แล้ว  

 

หากว่าไม่ใช่ว่าเพื่อนขอร้องไว้..

 

..เพื่อนคนสำคัญ

 

ชั้นบนของแบล็กเพิร์ลคลับมองทิวทัศน์ของเมืองนี้ได้รอบทิศ   ไม่มีอะไรน่าสนใจ...รถราด้านนอกขวักไขว่วุ่นวายก็เท่านั้น   มองดวงจันทร์สีซีดซึ่งเว้าแหว่งบนท้องฟ้า   เขาเคยตั้งข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่เขาแหงนหน้ามองมัน ไม่เคยเห็นมันเต็มดวงสักครั้ง   ...และครั้งนี้ก็เช่นกัน   กลุ่มเมฆสีอ่อนเบาบางบดบังเสี้ยวหนึ่งของมันไว้  ...หลับตาลง

 

นั่นสินะ...อะไรที่พังไปแล้วก็คือพังไปแล้ว

 

+++

 

สายตาเลื่อนลอยปะทะกับร่างสันทัดที่คุ้นตา   ร่างนั้นเดินเข้ามาหาและนั่งลงพื้นที่ว่างด้านข้าง   รอยยิ้มผุดขึ้นเล็กน้อย   ร่างเพรียวพยักหน้าให้กับผู้มาใหม่   ลมหายใจผ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทเดินเข้ามาคนเดียว   ชายหนุ่มเหลือบมองแก้วค็อกเทลบนโต๊ะ

 

"ทำไมสั่งบลัดดี้มาล่ะ?   นายเกลียดมันออกจะตาย"

 

"เพราะเกลียดมั้งถึงสั่งมา"

 

"ขอฉันแล้วกัน"ยองเบยกแก้วขึ้นดื่มโดยไม่รอคำตอบ   จียงสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของเพื่อน   ท่าทางคงจะกระหายน้ำอย่างมาก   เรื่องของเรื่อง...คือตื่นเต้นอย่างนั้นเหรอ

 

"เอาสิแต่คงจะจืดไปหน่อย"ควอนจียงเอ่ยขึ้นแม้ว่ายองเบจะเทรวดเดียวหมดลงคอไปแล้วก็ตาม   เสียงของเขาแผ่วลงที่ปลายประโยค  สายตารู้ทันของเพื่อนจ้องมองทางหางตา   ควอนจียงเดาะลิ้นอย่างรำคาญใจ

 

"ไม่เอาน่าจียงคิดว่าฉันไม่รู้หรือไง   เดี๋ยวเขาก็มาแล้วไม่ต้องกังวลหรอก"รอยยิ้มกระเซ้าของเพื่อนสนิทยิ่งทำให้เขาหัวเสียแต่ก็ไม่อยากจะโวยวายอะไร

 

"................."

 

"เขากำลังตามมาอีกสิบนาทีน่า"ยองเบยกนาฬิกาขึ้นดูและดึงแขนเสื้อกลับตามเดิม

 

"นั่นไม่ได้ถาม"เขาเบือนหน้าไปทางอื่น

 

"ขอบใจที่ยอมมา"

 

"นั่นก็ไม่ได้อยากรู้"ร่างเพรียวในกางเกงยีนส์ปอนๆ  ปลดกระดุมแขนเสื้อให้หลวมยิ่งขึ้น   อากาศหนาวเย็นในคลับกลายเป็นร้อนอบอ้าวขึ้นจากเดิม   จียงกำลังนึกถึงฝน...ฝนห่าใหญ่

 

"ฝนอาจจะตก"

 

"อีกแล้วหรือ   แต่นายไม่เคยพลาดเลยนี่หว่า"

 

ร่างเพรียวไขว่ห้างและงอตัวชิดหัวเข่าตนเอง   ผมสีน้ำตาลเข้มตัดกับยีนส์ฟอกขาว   ดวงตาเรียวเล็กมองนาฬิกาข้อมือเพื่อน  เข็มยาวเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความเงียบ   เพียงห้านาทีแต่เหวี่ยงอาณาเขตไกลเหมือนเป็นปี   ริมฝีปากหยักอิ่มเผยอขึ้นพึมพำเบาๆ   สายฝนเม็ดแรกกระทบกระจกใส..ยองเบผิวปากเมื่อเห็นแวบแรก   ไม่นานนักฝนชโลมไล้บานกระจกจนขุ่นมัว   จียงมองเห็นดวงจันทร์อ่อนแอบิดเบี้ยวผ่านม่านน้ำ

 

ร่างสูงในชุดดำราวเมฆทะมึนเดินเข้ามา   ผมตัดสั้นเสริมให้คิ้วเรียวยาวจรดหางตายิ่งดูรั้นและกร้าว   มุมปากยกรั้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นชายสองคนที่โต๊ะสุดมุมห้อง  เขาสังเกตเห็นว่าตามบ่าและปลายผมสีเข้มเปียกน้ำเล็กน้อย   แววตาเยาะหยันแบบนี้จียงก็จำไม่ได้แล้วว่ามันชัดเจนขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร   แต่เท่าที่เขาจำได้...ทุกครั้งที่เหลือบมอง..เขาก็ไม่เคยเห็นแววตาอื่น   ...ตั้งแต่เมื่อไรกัน

 

สายตาของร่างสูงตรึงไว้ที่เขาตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในคลับแห่งนี้   ยองเบยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายและเชื้อเชิญให้นั่งฝั่งตรงข้าม   เชวซึงฮยอนก้าวมาหยุดตรงหน้าเขาและนั่งลง เงาระเริงไหวในดวงตา..จียงเห็นมันแต่ก็ต้องกัดลิ้นของตนไว้   ชายหนุ่มจ้องมองแก้วคอกเทลว่างเปล่าด้านหน้า   ปลายนิ้วเรียวยาวขยับเรียกบริกรที่อยู่ใกล้ที่สุด

 

"ครับ.."บริกรหนุ่มตอบรับเสียงแข็งขัน

 

"ผมอยากได้เตกิล่าซันเซ็ทหนึ่งที่...แล้วนายเอาอะไรไหม"เขาพยักเพยิดไปทางยองเบ   ร่างเพรียวเลื่อนขาให้กลับลงแตะพื้น   เขาเหลือบมองเพื่อนสนิทแต่ยองเบเพียงยิ้มเล็กๆและส่ายหน้า

 

"ฉันเพิ่งแย่งบลัดดี้แมรี่ของจียงมา   นายจะเอาอะไรไหมล่ะจียงเดี๋ยวฉันจ่ายเอง"

 

"ของที่แย่งมาก็ต้องคืนสินะ"ซึงฮยอนพึมพำขณะจ้องใบหน้าของคนฝั่งตรงข้าม  แต่แววตาร่างเพรียวไม่ปรากฏตัวตนของเขาบนนั้น

 

"โอเค..เรามาคุยกันก่อนเลยไหม   ...ก็ถือว่าสองปีแล้วสินะที่เราไม่ได้เจอ"ยองเบรอจนซึงฮยอนพยักหน้าช้าๆและกล่าวขึ้น

 

"ตั้งแต่วันนั้น..."

 

"อาฮะ...  ขอพูดไม่อ้อมค้อมเลยนะ   ...มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของฉันหรอก   แต่ฉันไม่อยากเห็นเพื่อนสมัยเด็กอย่างพวกนายต้องทะเลาะกัน   แล้วอีกอย่างยิ่งต้องร่วมธุรกิจกับนายด้วยแล้ว"

 

"ฉันเข้าใจ.."ซึงฮยอนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

 

ยองเบหันมองเพื่อนสนิทของเขาเองที่นั่งนิ่งเงียบ   ดวงตาเรียวเล็กของร่างเพรียวมุ่งตรงไปทางที่ซึงฮยอนนั่งอยู่ก็จริง  แต่เขารู้ว่าจียงไม่ได้มองชายที่อยู่เบื้องหน้าสักเท่าไร   เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเพื่อนสนิท จียงเพียงไหวไหล่อย่างไว้ท่า   เสียงเดาะลิ้นเบาๆเหมือนอนุญาตให้ยองเบพูดต่อ  แต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ  

 

"ขออนุญาตครับ..."เสียงพนักงานคนเดิมดังขึ้นขัดจังหวะ   บริกรหนุ่มโค้งตัวขณะส่งเครื่องดื่ม   ซึงฮยอนรับแก้วจากบริกรและยกขึ้นดื่มเชื่องช้า  สีส้มเจิดจ้าเขยื้อนจากก้นถ้วยขึ้นมาเล็กน้อย  

 

"เออ..ฉันเข้าใจ"ร่างเพรียวเอ่ยออกมาได้ในที่สุด   สายตาของเขามองแก้วไฮบอลในมือใหญ่ไม่วางตา   แก้วนี้แตกต่างที่เขาสั่งมาก่อนหน้านี้ไม่เท่าไร   ก็แค่...ลำดับการเทต่างกัน   แล้วทำไมถึงต้องเลือกคอกเทลนี้ด้วย   เขาหมกมุ่นกับความคิดไร้สาระ...ภวังค์ไร้แก่นสาร   ยองเบสะกิดเขาที่หัวไหล่

 

รอยยิ้มนุ่มนวลถูกส่งมาทางเขา

 

"นายฟังอยู่หรือเปล่าวะ   ฉันจะออกไปรับโทรศัพท์สักหน่อย"

 

เขาจะห้ามอะไรได้ล่ะ...

 

ร่างสันทัดของเพื่อนสนิทเดินหายลับไปที่หน้าประตู   เชวซึงฮยอนนั่งเอนหลังพร้อมแผ่วงแขนบนพนักโซฟาด้านซ้าย   เขาเอื้อมวางไฮบอลไว้ด้านหน้า..  ชายหนุ่มจ้องมองตรงมาอย่างไม่ปิดบัง   ถ้ายองเบแกล้งออกไปรับโทรศัพท์แล้วให้เขา ‘คุย' กับคนๆนี้ให้รู้เรื่อง   ควอนจียงถอนหายใจและนึกถึงสิ่งยองเบสั่งให้เขาซักซ้อมตั้งแต่เมื่อวาน   ถ้อยคำรอมชอมหว่านล้อม.. เขาอาจจะต้องพูด  

 

เขาเดาะลิ้น..

 

ซึงฮยอนจ้องมองเขาไม่วางตา   ทุกวินาทีที่สายตาแรงกล้าพุ่งผ่าน มันเจาะลึกทะลวงลง   เป็นเส้นตรงที่ซัดทะลุกลางใจ   ---ฉันทำอะไรผิดนักหรือ?

 

"ฉันไม่จำเป็นต้องขอโทษนาย"สิ่งที่ยองเบร่างมาให้เขาเมื่อคืนหายตกขอบความคิดไปสิ้น   คำพูดอ่อนน้อมอะไรนั่น..สำหรับเขาแล้ว ...ไม่มีทาง   ชายหนุ่มเลื่อนสายไปที่ส่วนอื่นบนใบหน้าของเขา   แต่เขาไม่รู้ว่าชายหนุ่มมองอะไร...เขาไม่อยากรู้   มีแต่ความเงียบที่ห่อหุ้มความคุกรุ่นข้างใน

 

"เช่นกัน"

 

จียงไม่นึกว่าชายหนุ่มจะตอบรับง่ายอย่างนี้   มันผิดคาดแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับมือไม่ได้เลยเสียทีเดียว   ร่างเพรียวขยับแหวนเงินบนนิ้วไปมา   เขาไม่ชอบการถูกจ้องมองโดยไม่รู้จุดประสงค์   ดวงตาเรียวเล็กเสมองโคมเพดานสีส้มระเรื่อ...แค่คิดว่าจะต้องจมในวังวนของความอึดอัดนี่เขาก็ทนไม่ไหว

 

"นายลืมเรื่องนั้นไปแล้วใช่ไหม"

 

"เรื่องอะไร"ควอนจียงสวนทันควัน  เขามองชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ   คำถามนี้ราวกับเงาอดีตคลุมเครือที่เขาไม่เคยข้ามพ้นเขตแดน   แก้วสูงกลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้ง   ทุกครั้งที่เอ่ยปากซึงฮยอนจะจ้องมองสีส้มจัดในแก้ว   น้ำกระเพื่อมไหว...เหมือนระลอกความคิดของเขา   จียงกลั้นหายใจแต่ก็นึกไม่ออกว่าชายหนุ่มหมายถึงเรื่องอะไร   เขานึกออกแต่เรื่องของตนเอง..ความเจ็บช้ำที่เรียกกลับคืนไม่ได้

 

"...ถ้าจะพูดให้ถูก  นายไม่เคยเสียใจ"ซึงฮยอนเอ่ยเสริม

 

"ใช่...ฉันไม่เคยเสียใจไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม   ตรงกันข้ามต่างหาก..นายล่ะเคยเสียใจบ้างไหม   ..เรื่องงานก็ขอให้เป็นเรื่องงานเถอะ" ร่างเพรียวลุกขึ้นยืนและถอยห่างจากโต๊ะ   ถ้านั่งต่อไปเขาต้องบ้า..   มาเรียกร้องอะไร คนเรียกร้อง ...ต้องเป็นเขาต่างหาก  สองเท้าก้าวออกไปยังระเบียงโถง   เพื่อนตัวดีของเขายืนพิงกระจกด้วยสีหน้าอ่อนใจ  

 

"ทำดีที่สุดแล้วน่า"เขาชิงอุทธรณ์ขึ้นมาก่อนเมื่อเห็นสีหน้าคาดโทษของยองเบ

 

"ฉันอ่านปากนายออก   อย่ามาโกหกเสียให้ยาก" ยองเบกุมมือถือไว้หลวมๆ   เขาไม่ได้รับสายหรือว่าโทรออกทั้งนั้น   เท่าที่ทำก็คือถือมันเดินไปเดินมาและแอบดูพวกเขาจากตรงนี้   ปลายนิ้วเลื่อนไปบนเหลี่ยมมุม  แต่เท่าที่เห็นสองคนนั่นเงียบปึงใส่กันและ... ‘แบง!' จียงก็เดินออกมาอย่างหัวเสีย

 

"คงหมดกันก็คราวนี้ล่ะ"ร่างสันทัดพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ   ท่าทางสบายใจของเขามักตรงข้ามกับสิ่งที่เขาคิด   หน้าตาถมึงทึงของพ่อเมื่อรู้ว่าการเจรจาล้มเหลวเด่นชัดในมโนนึก   ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นทางการก็ตาม

 

"พ่อนายคงเข้าใจ"จียงเริ่มเสียงอ่อนลง

 

"พูดง่ายนะ"ทงยองเบส่ายหน้า เขาเองก็ทำใจมาบ้างแล้วว่ามันอาจจะจบลงแบบนี้

 

"นายไปคุยเถอะ..ฉันจะกลับแล้ว"

 

"ไม่ได้...นายต้องกลับไป"มือของเพื่อนรั้งต้นแขนของเขาไว้   แรงดึงไม่ใช่เบา..  ควอนจียงหันมองหน้าเพื่อนอย่างเบื่อหน่าย  เส้นคิ้วที่ขมวดกันจนชิดบ่งบอกได้ดีว่าเขาเริ่มไม่พอใจ

 

"นี่มันทางการขนาดนั้นเลยหรือไง  แค่กลับก่อน"ร่างเพรียวหยุดยืนพิงผนังเพื่อสบตากับเพื่อนสนิท   ยองเบกลอกตาขึ้นด้านบนอย่างช่วยไม่ได้   เขารู้สึกหมั่นไส้เพื่อนคนสนิทอย่างจับใจ   ..ไม่ทันสังเกตเสียงฝีเท้าแผ่วเบาซึ่งมาหยุดด้านหลัง   เมื่อรู้ตัวอีกที วงแขนของร่างสูงยันกำแพงเหนือศีรษะของเขา   ร่างสูงยืนขนานซ้อน  แม้ว่าจะมีช่องว่างเกือบฝ่ามือแต่จียงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากด้านหลัง  

 

เสียงทุ้มนั่น..ดังห่างไปไม่เกินริมหู

 

"พวกนายจะตั้งวงคุยกันที่...ตรงนี้...หรือไง" ...คำว่า ‘ตรงนี้' กระแทกซัดโสตของจียง   ทุ้มนุ่มแต่เร้นเร้า..   เขาหันหน้าไปทางต้นเสียงแต่..นัยน์ตาคมชัดนั่นหรี่ลงมองเขาอยู่ก่อนแล้ว   เขาไม่เข้าใจสายตาแบบนี้...ให้ตายสิ   ไฟในคลับสลัวเลือน..ทว่าแววตานั่นโรจน์เรืองด้วยแสงนวลลออ

 

ยองเบเอียงคอเล็กน้อยและยิ้มหัว..   ร่างเพรียวกระชากตนเองออกจากเงาของซึงฮยอน   สายตานั่นตามติด...ไม่ลดละ  แม้ว่าเขาตอนนี้จะชักสีหน้ารำคาญชัดเจน แต่แววตาเข้มไร้ซึ่งอาการสะทกสะท้าน

 

"ฉันจะกลับ"ควอนจียงไม่รอฟังคำตอบของเพื่อน   สองเท้าก้าวฉับไปตามทางเดิน   เขาไม่แม้จะหันหลังไปมอง   เสียงเพื่อนของเขาดังแว่วตามมา   ถึงจะเดินออกมาไกลขนาดนี้..เขายังรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้น

 

+++

 

"อย่าสนใจหมอนั่นเลย   คงฉุนอะไรสักอย่าง"ยองเบเดินนำหน้ากลับเข้าไปในคลับ  แต่ร่างสูงมองตามแผ่นหลังเพรียวบางนั่นไป   ผมสีน้ำตาลหยักน้อยๆดูยุ่งๆเหมือนเคย  เสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีดำแกว่งตามจังหวะก้าวเดิน  กางเกงยีนส์ฟอกขาวตัวนั้น...ก็เข้ารูปเสียจน...

 

"ซึงฮยอน..ไม่เข้าหรือ"

 

"อืม..." แม้ว่าไร้เงาของร่างนั้นแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังมองหา 

 

ชายหนุ่มเดินกลับมาที่โซฟาตัวเดิม   คอกเทลแก้วเดิม...จืดจนไร้รสชาติ   เขานึกจะเรียกแก้วใหม่มา..แต่ก็เปลี่ยนใจ   ทงยองเบขยับตัวอย่างกระตือรือร้น   ร่างสันทัดยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแต่เขารู้ดีว่านั่นก็เพื่อธุรกิจส่วนหนึ่ง

 

"เรื่องที่นายบอกฉัน   ฉันคิดว่าน่าสนใจมาก   ทางนายเองก็ควบคุมเรื่องผลิตภัณฑ์ ฉันบรรจุภัณฑ์ และ...เขาก็เรื่องออกแบบ"

 

"ฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  หากว่าจะปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป   อย่างไรเราก็พูดกันง่ายกว่าคนอื่นคนไกล   แม้ว่าอาจจะมีเรื่องในอดีตบ้างน่ะนะ...หวังว่านายคงไม่ติดใจ   อย่างไรเสียนายก็.."

 

"ฉันน่ะเหรอ  ...ก็แค่คนนอกเท่านั้นล่ะนะ"

 

ยองเบเลิกคิ้วขึ้นแต่เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ในใจ   คอกเทลแก้วที่สองของเขามาส่งที่โต๊ะ   เขายกขึ้นดื่มไม่ลังเล   ถ้างานนี้สำเร็จได้ด้วยดีเจ้าเพื่อนตัวดีของเขาก็รอดไป   แต่ถ้าจบไม่สวยล่ะก็..

 

"เรื่องรวมหุ้นน่ะ  นายว่าไง"

 

"ตรงนี้ที่ฉันเห็นว่าเสี่ยง"ซึงฮยอนพูดเสียงเรียบ   ยองเบเริ่มเห็นเค้ารางของความลังเล   ความลังเลนำไปสู่ไม่มั่นใจ-และสุดท้ายก็จบกันเท่านั้นเอง   ชายหนุ่มคิดคาดโทษเพื่อนไว้ในใจเรียบร้อย   แต่คำตอบของอดีตเพื่อนร่วมชั้นทำให้เขาต้องคิดใหม่

 

"แต่ก็คุ้มที่จะเสี่ยง...ว่าไหม"

 

ทงยองเบเพิ่งจะได้เห็นมุมปากเหยียดระบายยิ้มเต็มที่ของชายหนุ่ม

 

-ครั้งแรกในคืนนี้

 

+++

 

ร่มสีดำกองเกะกะขวางทางเดิน..  ร่างเพรียวเตะมันให้พ้นทางทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป   คีย์การ์ดสีเงินถูกเสียบลงกระเป๋าเงินตามเดิม   มือควานกดสวิตช์ไฟบนผนังพลางสลัดรองเท้าผ้าใบ   ประตูด้านหลังปิดลงอัตโนมัติ...เสียงมันชวนหดหู่ในห้องกว้าง   ควอนจียงยืนท่ามกลางเสื้อผ้าของเมื่อวาน   เขาเอื้อมลงเก็บขึ้นมาจากพื้น   เสื้อกันหนาวตัวโตคงไม่จำเป็นสำหรับฤดูฝนในประเทศนี้สักเท่าไร   เขาปัดรอยยับเล็กๆที่ตัวเสื้อและจับมันแขวนในตู้เสื้อผ้าแบบฝังผนัง

 

ปูนเปลือยทาด้วยสีขาว   ริมห้องฝั่งซ้ายติดรูปวาดเหนือเตียงกว้างขนาดคิงไซส์   โต๊ะกระจกตัวเตี้ยกลางห้องวางที่เขี่ยบุหรี่แก้ว   พรมน้ำเงินกรมท่าปูยาวจรดหน้าระเบียง   ม่านสีส้มบางเบาทิ้งตัวนิ่ง   เขาเดินผ่านโซฟาหวายถักและก้มลงเหนือโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานี   ปลายนิ้วกดลงบนปุ่มโทรศัพท์

 

"คุณ-มี-สาม-ข้อความ"เสียงจากโทรศัพท์ดังขึ้นหลังจาเขากดมัน   ไฟสีแดงกะพริบเป็นจังหวะ  ร่างเพรียวกดฟังพลางถอดแหวนจากนิ้วลงวางในกล่อง

 

"...ไฮ..จียง  ฉันรู้ว่าคุณไม่อยู่แต่แค่อยากโทรมาทักทาย   คุณจะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะยืมตัวคุณไปงานของรุ่นน้องเดือนหน้า   นี่เพื่อนฉันแต่งงานไปหมดแล้วนะ   เฮ้-นี่คุณแอบยิ้มอยู่หรือเปล่า?   ฉันไม่ได้ยุให้คุณขอแต่งงานนะ..  โทรกลับด้วย บาย"

 

เขากดฟังข้อความต่อไป

 

"จียง...ฉันติดต่อนายไม่ได้เลย   ให้ตายสิ...ถ้าวันนี้ฉันไม่ได้คำตอบนะ   สองทุ่มที่เพิร์ลคลับอย่าลืมล่ะ!"

 

ปลายนิ้วกดลงปุ่มเดิมอีกครั้ง

 

"เอ่อ...นายโอเคนะ?   ฉันรู้ว่านายอาจจะยังไม่ถึงบ้าน   มือถือก็ไม่เปิด..มีไว้ทำไมวะ---เฮงซวย   แต่จะบอกให้ว่า ‘เขา' ตกลงแล้วว่ะ  แล้วจะโทรหาอีกที" 

 

"ไม่-มี-ข้อความ"

 

จียงเดาะลิ้นขณะใคร่ครวญ   หมอนั่น..ตกลง?   เขาปฏิเสธดวงตาคู่นั้นและล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเครื่อง  สิบสามสายที่ไม่ได้รับ   สิบสองสายคือเบอร์ของทงยองเบเพื่อนเขา..แต่สายสุดท้ายไม่ใช่   เบอร์ที่ไม่เคยผ่านตา...แต่เขาก็กดปิดไปโดยไม่ใส่ใจ  

 

ร่างเพรียวดึงเสื้อยืดแขนยาวของตนออกทิ้งลงตะกร้า   เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีขาวพอดีตัวและกางเกงยีนส์ฟอก เขาไม่ได้รัดเข็มขัด   ขอบกางเกงรัดเหนือรอบสะโพกไว้หมิ่นๆ    ความหนาวเย็นของฝนเกาะกุมช่วงไหล่  

 

บรรยากาศอ้างว้างสิ้นดี..

 

กระเป๋าเดินทางใบโตสีสดเปิดนิ่งอ้าไว้ที่มุมห้อง   เขายังเอาของออกมาไม่หมด..ก้านขวดเขียวทึบชูช่อขึ้นมาราวกับรู้ใจ   เขาดึงมันออกมานับบนพื้น...ทั้งหมดสี่ขวด   แชมเปญพร้อมกลิ่นอายของอากาศชื้นฝนเคล้ากันอย่างน่าประหลาด   จียงหอบพวกมันใส่ตู้เย็นและปิดลง   แก้วทรงสูงที่เคานเตอร์เป็นเงาวาววับ..  เขาเปิดตู้เย็นอีกครั้งและหยิบออกมาหนึ่งขวด

 

มือซ้ายกุมคอขวดเขียวเข้มไว้แน่นพลางเดินตัดห้องเพื่อหยิบแก้วหนึ่งใบ   มุมโปรดของเขาอยู่ที่ระเบียงซึ่งหันออกริมแม่น้ำ   เขามองไปจนสุดสายตา..สายน้ำที่ซึมซับแสงนีออนกระด้าง ทว่าสะท้อนออกมาได้นวลพริ้ม   ลมเอื่อยแล่นป่ายผิว..สายฝนเริ่มขาดเม็ด   ไอเย็นฉ่ำชื้นโรยหนัก   จียงดึงเก้าอี้พับทางขวามือลงทิ้วลงนั่ง   แชมเปญสีอ่อนถูกรินลงแก้ว..น่าเสียดายที่ต้องดื่มทั้งชืดๆ

 

ลิ้มรสแชมเปญแต่เตกิล่าซันไรซ์เสียดแทงความทรงจำ

 

เขาชันเข่าขึ้นและวางแก้วลงกับพื้น   เสียงเม็ดฝนกระทบไม้ระแนงพาเขาดิ่งลงในห้วงคิด   วันที่ฝนตกอย่างวันนี้..ตอนนั้นเขากำลังทำอะไรอยู่หรือ   วันที่เรียนมัธยม..หรือวันที่เขาเรียนประถม   ตอนที่เขาและคนๆนั้นยังเป็นเพื่อนกัน...

 

มีอยู่แค่ไม่กี่ช่วงเท่านั้นที่เขาและหมอนั่นต้องห่างกัน   อย่างตอนเข้าแถว..ความสูงที่แตกต่างทำให้ต้องอยู่ปลายแถวกับหัวแถว และตอนกลับบ้านหลังเลิกเรียน   ถึงอย่างนั้นก็เถอะแต่อีกฝ่ายก็ต้องไปขลุกที่บ้านเขาอยู่ดี  เสียงหัวเราะกึกก้องดังแว่วมา ควอนจียงรีบหันมอง   เพื่อนสนิทที่สุดของเขา ..เชวซึงฮยอน

 

"ฉันได้ของดีมาล่ะ"เด็กชายยกกล่องหน้าตาประหลาดทรงกระบอกขึ้นและส่งให้เพื่อน   เพื่อนตัวเล็กยกมันขึ้นส่องกับแสงไฟ  แต่ก็ไม่เห็นอะไรเพราะความทึบหนา   กล่องอีกใบสีเข้มกว่าอยู่ในมือของซึงฮยอนแต่เขาถูกใจกล่องสีเงินนี่มากกว่า

 

"นี่เรียกว่าอะไร?"

 

"นายจะเข้ามัธยมต้นที่เดียวกับฉันหรือเปล่า?"เด็กชายซึ่งตัวใหญ่กว่านั่งบนโซฟาเบียดชิดเข้ามาใกล้   ร่างเล็กเพียงแต่หมุนกระบอกเงินไปมา   มือร้อนของอีกฝ่ายวางลงบนหัวเข่าซึ่งชันสูง   จียงเงยหน้ามองเพื่อน

 

"นายยังไม่ได้บอกเลยว่านี่เรียกว่าอะไร"

 

"ตอบฉันก่อนซี"น้ำเสียงคะยั้นคะยอจนเขารู้สึกได้

 

"ฮา นายอยากให้ฉันเรียนด้วยใช่ไหมล่ะ"

 

"นายจะเรียนที่ไหน"เพื่อนตัวใหญ่ยื่นคำถามอีกครั้ง   เด็กชายเหลือบตามองไปนอกหน้าต่าง   ฝนเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา   พวกเขาจึงต้องนั่งเล่นในบ้านแทนที่สนามหญ้าท้ายโรงเรียน

 

"แถวนี้ล่ะน่า   พักจองมัธยมเป็นไง   เอาที่นี่ล่ะ   แล้วนี่เรียกว่าอะไร ตอบสักทีสิ"

 

รอยยิ้มกว้างจากเพื่อนทำให้เขานึกขำ  ร่างเล็กเอนตัวพิงเพื่อนตัวใหญ่ที่กำลังยิ้ม   เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีช่องสลักอยู่ที่ปลายอีกด้านของกระบอก  ทั้งสองใบมีหน้าตาเหมือนกันต่างกันแค่สี   กล่องสีดำในมือของอีกฝ่ายถูกยกมาทาบกับกล่องสีเงินในมือเขา   แรงชนทำให้กล่องสีเงินหลุดจากมือเด็กชาย..

 

ทรงกระบอกตกลงกระทบพื้น..

 

เขามองภาพกล่องทิ้งดิ่งกระแทกพื้นอย่างช้าๆ...ราวกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า   สรรพเสียงเงียบงัน   ควอนจียงยกแก้วขึ้นจิบด้วยมืออันสั่นเทา   ....อะไรที่พังไปแล้วก็คือพังไปแล้ว   เขาจำได้ขึ้นใจ..

 

+++

 

TBC

 

 

 

อันนี้ไม่เกี่ยวแต่อยากแปะ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เฮ่อ.....ด้วยจิตคารวะ 5555++

ยังไงก็ชอบ อวัจนภาษาของพี่เฮอยู่วันยังค่ำ
ชอบการใช้การเเทนการกระทำด้วยสิ่งของเอย
ด้วยอะไรก็ตามเเต่เอย มันไม่ได้จบเเค่ว่า เรารู้ว่าตัวละครทำอะไร...
เเต่มันพาลให้เรานึกไปว่า...ตัวละครคิดอะไร ถึงทำเเบบนั้น

ตัวละครของพี่เฮมีชีวิตป็นของเค้าเอง...
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของเรื่องเลย....

นั้นเเหละ ที่เจ๋งมาก~

เม้นเรื่องนี้...คงไม่ต้องเม้นอะไรอีกเเล้ว (บอกกันทางM ไปหมดเเล้วอ่านะ 55)

ขอเป็นชื่นชมเเล้วกัน...
จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ดีว่า How dare me....

ก็ขอบคุณที่ให้เกียร์ตินั้นกับผม..
ในฐานะ Reader ก็ทำอย่างดีที่สุดเเล้ว..

(เเม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรเเม้เเต่น้อยก็ตาม 55+)

ฟิคของพี่เฮดีด้วยตัวพี่เฮเองเนะ~

เฮ้~ ที่บอกว่า You คือ Special น่ะ พุดจริงนะเออ... เพราะฟิคของ You ทำให้ I อึ้งกิมกี่ได้ทุกรอบ...

ชอบการเดาไม่ออกของเนื้อหา...
มันทำให้อยากรู้ว่าฉากจบจะอลังการล้านเเปดสักเเค่ใหน..ใครจะทำได้อย่างนี้บ้างหนอ...

ที่พบเจอส่วนมาก ก็เริ่มดี จบเหลว ไม่ก็ เริ่มเหลว...จบดีรึเปล่าไม่รู้ (เพราะเริ่มยังเหลวเเล้วก็เลยไม่อ่านต่อไรงั้น 55+)

เเต่ฟฟิคพี่เฮ เริ่มด้วยอะไร ก็จบด้วยยังงั้น
ควอลิตี้ของฟิคไม่ลดทอนจากกันตลอดเรื่อง...
อ่านเเล้วู้สึกดีที่ได้อ่านน่ะนะ ==" 5555++

เฮ่อ...เม้นเเรกรึเปล่านะ

ยินดีกับฟิคเรื่องใหม่เเล้วก็...จะรอตอบจบที่สง่างามนะขอรับ~ (โค้ง)

#1 By ผมเอง (125.24.122.133) on 2008-11-11 01:34

เฮ่อ.....ด้วยจิตคารวะ 5555++

ยังไงก็ชอบ อวัจนภาษาของพี่เฮอยู่วันยังค่ำ
ชอบการใช้การเเทนการกระทำด้วยสิ่งของเอย
ด้วยอะไรก็ตามเเต่เอย มันไม่ได้จบเเค่ว่า เรารู้ว่าตัวละครทำอะไร...
เเต่มันพาลให้เรานึกไปว่า...ตัวละครคิดอะไร ถึงทำเเบบนั้น

ตัวละครของพี่เฮมีชีวิตป็นของเค้าเอง...
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของเรื่องเลย....

นั้นเเหละ ที่เจ๋งมาก~

เม้นเรื่องนี้...คงไม่ต้องเม้นอะไรอีกเเล้ว (บอกกันทางM ไปหมดเเล้วอ่านะ 55)

ขอเป็นชื่นชมเเล้วกัน...
จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดอยู่ดีว่า How dare me....

ก็ขอบคุณที่ให้เกียร์ตินั้นกับผม..
ในฐานะ Reader ก็ทำอย่างดีที่สุดเเล้ว..

(เเม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรเเม้เเต่น้อยก็ตาม 55+)

ฟิคของพี่เฮดีด้วยตัวพี่เฮเองเนะ~

เฮ้~ ที่บอกว่า You คือ Special น่ะ พุดจริงนะเออ... เพราะฟิคของ You ทำให้ I อึ้งกิมกี่ได้ทุกรอบ...

ชอบการเดาไม่ออกของเนื้อหา...
มันทำให้อยากรู้ว่าฉากจบจะอลังการล้านเเปดสักเเค่ใหน..ใครจะทำได้อย่างนี้บ้างหนอ...

ที่พบเจอส่วนมาก ก็เริ่มดี จบเหลว ไม่ก็ เริ่มเหลว...จบดีรึเปล่าไม่รู้ (เพราะเริ่มยังเหลวเเล้วก็เลยไม่อ่านต่อไรงั้น 55+)

เเต่ฟฟิคพี่เฮ เริ่มด้วยอะไร ก็จบด้วยยังงั้น
ควอลิตี้ของฟิคไม่ลดทอนจากกันตลอดเรื่อง...
อ่านเเล้วู้สึกดีที่ได้อ่านน่ะนะ ==" 5555++

เฮ่อ...เม้นเเรกรึเปล่านะ

ยินดีกับฟิคเรื่องใหม่เเล้วก็...จะรอตอบจบที่สง่างามนะขอรับ~ (โค้ง)

#2 By ผมเอง (125.24.122.133) on 2008-11-11 01:36

ชิทททท!!

เเล้วจะเม้นไป 2 รอบเพื่อออ??????

#3 By ผมเอง (125.24.122.133) on 2008-11-11 01:36

พี่เฮ นู๋กำลังจะบ้า
นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นใช่มั้ยคะ? เริ่มเห็นความบาดหมางที่เกิดขึ้นในอดีตลางๆ

และเพิ่งรู้ว่าควอนจียงมีแฟน? เป็นผู้หญิง?
แล้วผู้หญิงคนนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อสองปีก่อนหรือป่าว ((เหมี่ยวไม่กล้าเดาอีกแล้ว))

แล้วยังมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
โอ๊ววววว สุดยอดอ่ะพี่เฮ

ชอบการบรรยายฉาก และความรู้สึกของตัวละครของพี่เฮมากกกกก

เชวซึงฮยอนเหมือนจะเป็นต่อในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องธุรกิจ และเรื่อง....


เรื่องสมัยยังเด็กอ่ะ มันน่าคิดมากมาย ไอ้ทรงกระบอกนั่นอีก และที่จียงถามแบบคะยั้นคะยอว่ามันคืออะไร เชวซึงฮยอนก็ไม่ยอมบอกอีก มันต้องมีซัมติง
แล้วพอมันแตก....
อ๊ากกกกกกก กลุ้มๆๆๆๆๆ

ปวดหัวเลย โอยยยยย
ชอบแนว AU แบบนี้แล่ะ มันเหมือนไม่บังคับลักษณะนิสัยของธีมหลังของตัวละคร

เอาเป็นว่าเหมี่ยวก็จะติดตามฟิคเรื่องนี้อย่างเหนี่ยวแน่นต่อไป

ปล.อยากอ่านหงษ์ฯ

#4 By kumameaw on 2008-11-11 13:39

เหตุการณ์มันจะแปรผกผันไปตามกาลเวลาใช่ไหมค่ะ






สุขสันวันลอยกระทงค่ะ ^ ^

#5 By GINSVIPZ on 2008-11-12 10:44

'What's important is promising something to the people, not actually keeping those promises. The people have always lived on hope alone.'
Hermann Broch

จริง ๆ แล้วข้อความข้างบนมันก็บอกอะไรหลาย ๆ อย่างแล้วนะเนี๊ยะ เราอ่านไปตอนที่อ่าน Intro ก็แบบว่าเฉย ๆ แต่พอได้อ่านแบบตั้งใจ ๆ แล้วก็อยู่กับประโยคนี้อยู่นานเลยกว่าจะได้อ่านเนื้อเรื่อง เราว่ามันโดนมาก ๆ เลยล่ะ
[color = purple] promise ใครบอกว่ามันไม่สำคัญ มันจะสำคัญมาก ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราให้มันกับใครไว้ แล้วเราได้ทำตามนั้นหรือป่าว และการที่ทำทำผิดพลาดสิ่งที่เราได้ให้กับคน ๆ นั้นไว้...มันร้ายแรงมาก ๆ เลยล่ะ [/color]

ขอบอกเลยว่า ไม่เคยมีเรื่องไหนของ Enigma ที่ทำให้เราผิดหวังเลยสักเรื่อง
ให้ตาย...รวมเล่มออกมาเถอะน่ะ เราอยากมีเก็บไว้จริง ๆ ปัจจุบันเราก็ print เก็บมาเป็นตอน ๆ แล้วน่ะ แต่อยากได้ที่เป็นรูปเล่มน่ะ
สำหรับเรื่องนี้...ก็ยังคงบอกได้ว่า โดนค่ะ โดนสุด ๆ เนื้อเรื่องมีอะไรที่ต้องติดตามตลอดเวลา ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้น้องคิดว่า
อะไรที่พังไปแล้วก็คือพังไปแล้ว
มันคงเหมือนความสัมพันธ์มันก็เหมือนแก้วล่ะน่ะ แตกหรือมีรอยร้าวขึ้นมาก็ยากที่จะทำให้มันหายไปได้ โดยเฉพาะถ้ามันแตก...ไม่มีทางที่เราจะประกอบให้เหมือนใหม่ได้ ถึงจะหลอมให้หล่อขึ้นมาใหม่ มันก็ไม่ใช่อันเดิม....จียง...มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ มันร้ายแรงขนาดที่ว่า...จะไม่สามารถสานต่อกันได้อีกแล้วเหรอ มันหนักหนาสาหัสขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมันคืออะไร ตั้ง 2 ปีแล้วน่ะกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาน่ะ
ชเวซึงฮยอน นายก็เหมือนกัน ช่วยทำอะไรให้มันดีขึ้นได้ป่ะ แต่เราชอบตอนที่เทมป์พูดว่า "ของที่แย่งมาก็ต้องคืนสินะ" เราชอบมากเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม...แต่มันแสดงออกในหลาย ๆ อย่าง และเราก็คิดว่าตอนที่มันพูดประโยคนี้...มันหล่ออ่ะ ให้ตาย หล่อมาก ผู้ชายคนนี้ หล่อเกินหน้าเกินตามาก ๆ เลย ยิ่งตอนที่เดินมายันแขนกับกำแพงตรงที่ยองเบคุยกับน้อง อ่ะ สุด ๆ เลย อยากจะบ้าตาย มันเท่ห์ไดใจสุด ๆ เลยล่ะ

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นน่ะ กับการร่วมกันทำงาน คนหนึ่งผลิต คนหนึ่งบรรจุ และอีกคนออกแบบ มันจะกัดกันตายมั้ยเนี๊ยะ สงสารยองเบจัง ต้องมาอยู่ท่ามกลางคนสองคนที่ดูเหมือนจะจูนกันไม่ติดเลยแบบนี้ ยองเบงานหนักไม่เบาเลย หาคนมาช่วยซิ ฮิ ๆ ๆ ๆ

ดูเหมือนน้องจะเพิ่งกลับมาจากที่ไหนสักแห่ง 2 ปีที่ผ่านมา น้องไปทำอะไรมาน่ะ เรียนต่อ??? แล้วผู้หญิงที่โทรมาสายแรกคือใคร แฟน? ว่างั้น ... น่าสงสารเธอจริง ๆ แล้ว miss call ที่ 13 นั้นก็กลายเป็นปริศนาขึ้นมาอีกหนึ่ง...จียง..ลองโทรกลับดิน่ะ อย่าทำเป็นวางเฉยไปเลยน่ะ ... ดูจากที่น้องนึกถึงอดีต 2 คนนี้ดูจะรักกันมากเลยน่ะ โดยเฉพาะเทมป์ เทมป์น่าจะรักน้องน่ะ มีการให้กล่องที่เหมือนกันไว้ แล้วยังติดน้องต้องให้น้องไปเรียนด้วยแบบนี้ เฮ้อ!!! เข้าใจยองเบเลยที่ว่า...เสียดายความเป็นเพื่อนที่คบกันมาจริง ๆ

รอตอนต่อไปค่ะ มาต่อเร็ว ๆ น่ะ

#6 By ryuka (58.8.181.100) on 2008-11-12 12:41

ของที่พังไปแล้วย่อมไม่มีใครอยากได้

แม้แต่ของที่รักมากก้ตาม

#7 By :+:+:nenoto:+:+: on 2009-04-08 15:21

ห่ะ ??

จียงจะไปขอใครแต่งงาน ??

แบบ แอบช็อค

เฮียแกมีแฟนเป็นผู้หญิง ????


แล้วเชวล่ะ ??

อิตาคนนั้น เกี่ยวอะไรกับผู้หญิงคนนี้เปล่าเนี่ย ??

อ่อก ไม่อยากคาดเดาอะไรอีกแล้ว

รู้สึกอยากไปอ่านต่อ

ชะแว๊บบบบ !!!



ปล. สำนวนพี่เฮ ยังเทพไม่เปลี่ยนเลยน๊า

#8 By ::-ด่-J@nNaLiz-ด่-:: on 2009-04-23 12:25

อ่าา อ่านแบบเห็นภาพ บรรยากาศมันหม่นหมองมากเลย
จีกะเทม ทะเลาะไรกันนี่ T^T

ของที่พังไปแล้ว พังไปแล้ว พัง พังพังง

#9 By kmze on 2009-04-24 10:35

เอ่อ แบบนี้ยังไม่ดีอีกเหรอค่ะ

หนูชอบนิยายพี่ทุกเรื่องเลยอะ

ติดมากด้วย

พี่เก่งมากๆเลย คำสั้นๆแต่สื่อได้มาก อ่านแล้วอินสุดๆ

#10 By finch on 2009-07-28 02:15

อ่าาาาาาาาาาา


เราเพิ่งมานั่งดูใหม่ทั้งหมด
ว่าจะอ่านเรื่องไหนใหม่มั่งดี

แต่พอมาเห็นเรื่องนี้ อ้าวเฮ้ย ยังอ่านไม่จบนี่หว่า sad smile
เคยอ่านค้างไว้นิดเดียว แล้วนึกว่าอ่านไปหมดแล้ว
เฮ้อออออออ ...เกือบพลาดซะแล้ว



เรื่องนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ
บรรยากาศของความเป็น ENIGMA มันคลุมทั้งเรื่อง
ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยตัวของมัน
ภาษาสวยบาดจิตเหมือนเดิม
เราคารวะจริงๆสิให้ตาย สุดยอดเสมอ


ตอนนี้ อ่านแบบละเมียดละไมสุดๆเลย
เพราะฟิคแต่ละเรื่องนี้ คลาดสักคำไม่ได้เลย 555+


ปล. ออกรวมเล่มก็ดีนะคะ อยากเก็บเหมือนกัน
ทุกวันนี้ก็ตามเก็บเซฟไว้อยู่ กลัววันนึงเปิดมาไม่เจอบลอคนี้แล้ว
คงเสร้าน่าดู open-mounthed smile

#11 By iKWAN ,,★ on 2009-10-25 01:08