BEST VIEW with FIREFOX 

แสดงผลได้ดีกับหมาย่างนะคะ 

(ขอบคุณคุณ Wiwizard ด้วยค่ะ)

 

 

Title: หงส์มิได้คู่มังกร #6

Author: hephaestion

Rate: NC-17[overall story]

Status: incomplete

Genre: Chinese Period, Drama, Yaoi

Author's note: เรื่องนี้คือนิยายจีนโบราณเรื่องแรกทึ่เฮเขียน  ซึ่งก็ผ่านมานานน่าดู...เมื่อไรหนอจะจบสักที

+++

.

.

ตอนที่6

น้ำค้าง       ยามเช้า       งามเศร้า

อรุณเบิก    แผดเผา      น้ำระเหย

เคยคู่         ยอดหญ้า     หยาดเอย

สลาย        เพียงเย้ย      สุริยา

 

ชายหนุ่มในชุดดำสองคนยืนอยู่ริมห้องโถงที่ประมูลสินค้ามนุษย์รอคอยเวลาที่หงส์นางนั้นจะร่อนลงมา   มีเพียงคนเดียวที่ดูกระวนกระวาย   ชายร่างสูงกำยำแข็งแรงแต่มีดวงตาที่อ่อนโยนฉายแววกังวลฟุ้งกระจายและเขากำลังคอยมองประตูทางเข้าอยู่ทุกลมหายใจ  

 

หากใครผ่านมาผ่านไป...พานจะคิดว่าเป็นคนๆนั้นทุกครั้ง  

 

ร่างสูงนั้นชำเลืองมองร่างที่สง่างามข้างๆที่ยังฉีกยิ้มน้อยๆอย่างใจเย็นเหมือนไม่อนาทรร้อนใจใดๆที่เขาต้องกังวลเช่นนี้หากเพราะแต่ว่าเป็นคำสั่งของเจ้านาย...

 

ตัวเป็นบ่าว....จะมีสิทธิ์อะไรไปโต้เถียง!

 

เขาหวนนึกถึงเมื่อครู่...การแย่งชิงภารกิจเป็นไปอย่างดุเดือดระหว่างเขากับอี้ชิน   หากว่าเขาดึงดันมากกว่านี้...สักนิด

 

"สหายหยาง...หากว่าท่านต้องการสืบดูให้รู้แน่กรุณาใช้ข้าเถอะ..."

 

"ไม่...ขอรับ...ท่านหยางเฟยให้ข้าไปดีแล้วขอรับ"ร่างบางยังดื้อดึงที่จะไปให้จงได้   แต่ในความคิดของฉางเล่อคือไม่ว่าจะอย่างไรจะให้เจ้าไปไม่ได้...

 

"พวกเจ้ามีเหตุผลอะไรรึไม่...ที่แย่งกันเช่นนี้?"

 

ทั้งสองฝ่ายนิ่งเงียบลงทันที...ต่างฝ่ายก็มองหน้าของอีกฝ่าย  คำตอบฉายโชนลึกในดวงตาทั้งคู่   จ้องมองดุดันไม่แผกกันแต่เหตุผลที่ต่างกัน  ต่างแลกอารมณ์ทางสายตากันเนิ่นนานสุดท้ายเป็นร่างบางที่ถอนสายตาก่อน  

 

หยางเฟยมองสลับไปมาระหว่างคนสองคนพลางโบกด้ามพัดเล่มงามช้าๆเป็นเชิงตัดสินใจ

 

"อี้ชินเจ้าพูดก่อน"

 

"ข้า...เอ่อ   ข้าตัวเบากว่าฉางเล่อและข้าละเอียดอ่อนกว่าฉางเล่อขอรับ"

 

ดวงตาสีนิลคมมองบาดลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่เบิกกว้างและดูชุ่มชื้นกว่าทุกที   ร่างสูงเบือนหน้าไปทางองครักษ์อีกคน

 

"เจ้าล่ะ...? ฉางเล่อ"

 

"ข้า...ไม่อยากให้อี้ชินไป...คือ  ไม่ใช่ ข้าคิดว่าข้าทำได้ดีกว่าอี้ชิน"

 

ดวงตาสีนิลตวัดสำรวจสีหน้าทั้งสองฝ่ายอีกเพียงครั้งเดียว   ทั้งสองรู้สึกเหมือนถูกกระบี่ลมที่คมกริบตัดผ่านร่าง...ร่างสูงสั่งไม่ลังเล

 

"อี้ชินเจ้าเป็นคนไป"

 

"สหายหยาง!!!"ฉางเล่ออยากจะตะโกนทักท้วงด้วยเสียงที่ดังกว่านี้   แต่อาจจะเป็นที่เพ่งเล็งมากกว่าเดิม  เขาจึงทำได้แค่กระซิบประท้วง

 

"งั้นฉางเล่อ....เจ้าบอกเหตุผลที่อี้ชินไม่ต้องไปมาสักข้อ  แล้วข้าจะเปลี่ยนใจ"ร่างบางเห็นท่าไม่ดี   อี้ชินฉวยโอกาสที่ฉางเล่อกำลังอึกอักชิงทูลขอองค์ชายเสียก่อน

 

"ท่านหยาง...ข้าเกรงว่าอาจจะไม่ทันการ   หากช้าไปอาจจะคลาดกันได้"

 

"อืม...งั้นเจ้าไปได้..."

 

"เดี๋ยว....ข้ายังไม่ได้...บอก"อี้ชินเดินหลบเลี่ยงผู้คนและเร้นกายไปอย่างรวดเร็ว  เพียงพริบตาเขาก็ไม่เห็นแผ่นหลังบอบบางนั่นอีก

 

"ฉางเล่อ...เจ้ามีอะไรจะบอกกับข้ารึไม่?"

 

ดวงตาคมดั่งดาบกรีดลงตรงตำแหน่งหัวใจผ่านดวงตาของเขาเอง   เขาหลบตาทันที...มิใช่ว่าเกรงกลัวแต่หากจ้องต่อไปเลือดคงไหลออกหมดกาย

 

"ข้าไม่มีอะไรขอรับ"

 

"แน่ละ...เจ้าต้องรู้ว่าคำตอบแบบนี้ทำให้ข้าเชื่อไม่ได้หรอก..."

 

"................"

 

"แต่ข้าก็มีวิธีที่จะเค้นคำตอบพวกเจ้าเอง...."

 

ฉางเล่อ...หันมามองร่างสูงที่ขณะนี้ได้เบือนสายตาไปที่บันไดเบื้องหน้าแล้ว   หากท่านจะรู้สักนิด...ท่านนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้และการที่พวกข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อ...ท่าน   โดยเฉพาะร่างบางนั่น...จะตายแทนท่านคงไม่อิดออดประวิงเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที  เขาเองก็เช่นกันแต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน เขายอมตายแทนท่านผู้เป็นที่รักและเทิดทูนแต่...อี้ชินยอมตายแทนเพราะท่านเป็นที่รักและอาดูรต่างหาก 

 

ท่านจะใช้สติปัญญาที่ปราดเปรื่องของท่านในเรื่องนี้สักนิดได้หรือไม่....จะทำอย่างไรที่จะให้ท่านรู้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใด...?  แค่คิดยังบีบรัดในอกขนาดนี้...หากต้องเอ่ยวาจามิรู้ว่าจะเป็นเช่นไร?   หากรู้ว่าจะต้องทนทรมานเยี่ยงนี้...สู้ไปตายในสนามรบอย่างอนาถเสียดีกว่า

 

เจ็บกายภายนอก...สาหัสก็แค่ตายจาก

 

แต่เจ็บแผลใจ ...คือการตายที่ยังมิสิ้นลม

 

+++++

 

ห้องโถงล่างของหอนางโลมอันดับหนึ่งที่ขึ้นชื่อได้ถูกอัดแน่นด้วยความรู้สึกบางอย่างที่จับต้องไม่ได้   ห้องหยกขาวข้างบนหอสูงก็เช่นกัน...ปลายดาบแวววามทั้งสองด้ามยังชี้ไปที่สิ่งมีชีวิตที่งดงาม  มีเลือดเนื้อ  มีอารมณ์  และตายได้ทุกเมื่อ   อาคันตุกะไม่ได้รับเชิญปลดผ้าคลุมหน้าเผยสีหน้าขมวดหมุ่น   ดวงตาสีน้ำตาลไหม้มีประกายรื้นๆ  ถึงจะบึ้งตึงแต่ก็อ่อนโยน

 

"เจ้าเป็นใคร?"ดวงตาของผู้ตอบที่แสนมึนชามีแววระโหยหาฟุ้งกระจายขึ้นมาเสี้ยวขณะก่อนที่จะสะกดมันไว้ได้อย่างเร็ว

 

"ข้าเป็นสหายของคนที่แม่นางเคยพบเมื่อสี่วันก่อน"

 

"........."

 

"ที่ชายป่านั่น...."

 

"ข้าจะทราบได้อย่างไรว่าที่ท่านอ้างมานั้นจริง?" ไป๋ชงนึกสงสัยว่าอาจจะเป็นกลลวงของคนตระกูลหนานที่บังเอิญเห็นเหตุการณ์เข้า   แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องจริง...คนๆนั้นจะมาหานางโลมอื้อฉาวคาวคลุ้งที่สุดในเมืองทำไมกัน?

 

เสพสุข?

 

ยิ่งรู้ว่าเป็นนางคณิกาเลย...

 

ย่ามใจ?

 

"ท่านหยางเฟยคาดการณ์ไว้แล้วว่าแม่นางจะต้องสงสัย...  จึงฝากของสิ่งนี้มาด้วย"แขนเรียวบางล้วงไปในอกเสื้อและหยิบห่อผ้าแพรต่วนสีเหลืองยาวบางออกมา ไป๋ชงกระชับกระบี่ที่มือแน่นเข้า  เตรียมพร้อมที่จะลงมือทุกเมื่อ  หากห่อที่นำออกมามีท่าทีที่มีพิรุธอะไร 

 

 ฝ่ายนั้นยื่นให้อย่างช้าเชื่อง....อาจจะเพราะต้องการระวังไม่ให้ดูมีพิรุธ 

 

มีแต่ผู้ยื่นเท่านั้นที่รู้ว่า..ช้าเชื่องด้วยความอาลัยของสิ่งนั้น   ไป๋ชงรับแพรห่อนั้นมาอย่างระแวดระวังก่อนค่อยๆสะบัดออกช้า   ในห่อแพรนั้นมีพัดไม้อย่างดีเมื่อคลี่ออกดูก็พบบทกวีหนานโจว

 

ใครจะจำไม่ได้เล่า...

 

หน้าของคนที่เคยโบกไกวพัดนี้ลอยเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน...ความรู้สึกในอกนี้คืออะไรกัน?

 

"ข้าทราบแล้ว...หากท่านผู้นั้นมีประสงค์อะไรก็เจรจามาเถิด"

 

แต่เด็กสาวตัวเล็กๆที่ซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่งโดยที่อี้ชินไม่ทันสังเกตโผล่พรวดพราดขึ้นมาจากด้านหลัง   นางร้องโวยวายด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าแดงก่ำคล้ายจะร่ำไห้ "พวกท่านลดกระบี่ลงก่อนได้รึเปล่า?   พูดคุยกันดีๆไม่ได้หรือ?"

 

สองชายรูปร่างสูงโปร่งมองหน้ากันอย่างนึกขำก่อนค่อยๆลดปลายกระบี่ลง...ช้าๆ

 

"ข้าต้องขออภัยแม่นาง...ไป๋"อี้ชินโค้งคำนับคารวะ  เมื่อเงยหน้าดูนางก็รีบคารวะกลับมาโดยเร็วเช่นกัน

 

"ข้าต่างหากที่ต้องขออภัยท่าน...เอ่อ"

 

"เรียกข้าว่า...อี้ชินก็ได้แม่นาง"ไป๋ชงกระอักกระอ่วนใจกับคำว่าแม่นางเหลือเกิน

 

"ท่านอี้ชินเชิญนั่งก่อนเถิด..."

 

"เป็นไรมิได้แม่นาง   ข้าเพียงได้รับคำสั่งให้พาแม่นางไปจากที่นี่เท่านั้น"

 

"ไปจากที่นี่...  ทั้งที่ข้ากับ...เพิ่งพบกันครั้งแรก"อี้ชินพยักหน้าแต่ในใจยอกแปลบ

 

"ข้าจะเชื่อใจได้อย่างไรว่าไปกับพวกท่านแล้วไม่เลวร้ายยิ่งกว่า..."

 

"สหายหยางก็ได้คาดไว้เช่นกันว่าแม่นางต้องถามแบบนี้"

 

"หากว่าเป็นสหาย...ทำไมถึงใช้คำว่า "สั่ง" ล่ะท่าน?"

 

อี้ชินสะอึกขึ้นมาทันที  พลางคิดในใจ...ตรงตามที่องค์ชายคาดไว้ ไป๋ชงไม่ใช่คนโง่สักนิด   ด้วยความเคยชินกลับลืมนึกถึงเรื่องเล็กๆน้อยๆไปจึงควานหาคำตอบเนิ่นนาน แต่พอดีกับที่นางคณิกายกมือขึ้นห้ามเป็นสัญญาณ    เพียงอึดใจเสียงโซ่ตรวนหนักหน้าห้องเคลื่อนไหว    อี้ชินกระโจนหลบหลังม่านเตียงตั้งแต่ไป๋ชงยกมือขึ้นแล้ว   ไป๋ชงถลาไปที่โต๊ะเครื่องแป้งส่วนหลิงจูเดินไปที่ประตูด้วยความสงสัย  นางยังไม่ยินเสียงอะไรเลย

 

ทำไมถึงหูดีกันนักนะ?

 

อาฮัวชิงเข้ามาก่อนพร้อมเด็กรับใช้อีกสองคน

 

"ยกมาดีๆนะ  อย่าให้แตกล่ะ  พวกเจ้าน่ะ เอามาวางที่โต๊ะนี่เร็วเข้า"เด็กรับใช้สองคนยกสุราในไหปิดผนึกแดงใบใหญ่มาหนึ่งใบวางบนโต๊ะฝังมุกที่อยู่กลางห้อง   ขนาดยังมิได้เปิดผนึก...กลิ่นหอมแบบสุรายังเล็ดลอดออกมาฟุ้งในห้อง

 

"ท่านอาฮัว...ท่านเอาเข้ามาทำไม...ไหขนาดนี้?"เด็กสาวถามด้วยความงุนงง  คืนนี้รู้สึกว่าจะมีเรื่องแปลกเกิดขึ้นมากมายหากนางแค่กะพริบตา  นางอาจจะพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างน่าเสียดาย

 

"อ้าว...ถามอะไรโง่ๆน่ะเจ้าน่ะ  ข้าก็เอามาให้พี่ไป๋ของเจ้านั่นแหละ"นางโบกพัดอย่างสบายอารมณ์ด้วยพัดด้ามใหม่แทนอันเก่าที่บิดเบี้ยวไปเมื่อหลายวันก่อนนี้

 

"เดี๋ยว...สักพักข้าจะให้เด็กมาตามเจ้าลงไปนะ  ไป๋ชง  ข้าจะเริ่มการประมูลแล้ว  อย่าพยายามทำในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ล่ะ"จิ้งจอกเฒ่าขู่กำชับเสียงแข็งแล้วนางก็เดินออกจากห้องไป  ตรวนโซ่คล้องในที่เดิมของมันทันที

 

"คำตอบของแม่นางล่ะ?"อี้ชินเดินออกมาจากหลังม่านอย่างแผ่วเบา

 

ไป๋ชงนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิด

 

"ข้าตกลง..."

 

+++++

 

"ทำไมอี้ชินขึ้นไปนานเช่นนี้?"

 

"ฉางเล่อเจ้าบ่นมาเป็นรอบที่สามสิบแปดแล้ว"

 

"ข้า...เอ่อ...อยากจะขอท่าน..."ฉางเล่อหยุดคิด หากว่าเขาไปองค์ชายก็จะอยู่พระองค์เดียว  ทั้งที่พวกเขาวิงวอนจะตามมาคุ้มครองแท้ๆ  ความคิดที่จะไปตามร่างบางนั่นถูกปัดตกไปทันที

 

แม้จะมีความรัก...แต่ความจงรักภักดีต้องมาก่อน

 

"นั่นแม่เล้ามาแล้วขอรับ"ฉางเล่อเปลี่ยนเรื่องกลางอากาศ   ชายหนุ่มร่างสูงเลิกคิ้วอย่างรู้ทันแต่ก็หันไปมองทางหญิงชราชุดแดงผู้นั้น   สีหน้าของนางจิ้งจอกอดเฒ่าหน้าเปี่ยมสุขล้นทีเดียว

 

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย  ข้าจะปิดห้องโถงนี้เพื่อเตรียมการประมูลไข่มุกเม็ดงามแล้ว  ฉะนั้นจึงขอให้ท่านเตรียมตัวให้พร้อม  เด็กๆปิดประตู"เด็กรับใช้วิ่งไปปิดบานประตูตลอดแนวและหยุดยืนเฝ้าที่นั่นไม่ไหวติง

 

ในห้องเงียบกริบลง...ต่างรอคอยที่จะได้ยลโฉม  เขาว่ายามหงส์ร่อนลงดินนั้น....จับตานัก   ทุกสายตาจึงตรึงอยู่ที่บันไดสูงชันเบื้องหน้าไม่เว้นแม้แต่ หยางเฟยเอง    นางจิ้งจอกเฒ่าใช้เด็กรับใช้ร่างเล็กคนหนึ่งให้วิ่งไปที่ห้องหยกขาวด้านบน...เป็นอันรู้กันว่าไปเรียกพญาหงส์    สักพักเด็กรับใช้วิ่งกระหืดกระหอบลงมายังมิทันจะได้พูดอะไร... ด้วยอาการเหนื่อยหอบ

 

ชายผ้าพลิ้วบางสีฟ้าอ่อนใสปลิวล่องมาตามบันไดสีเข้ม...

 

ใบหน้าสวยงามไร้อารมณ์ใดแต่งแต้มอยู่บนดวงหน้า   ผมดำสลวยทิ้งตัวอยู่ด้านหลังเหมือนมีสายลมที่มองไม่เห็นพัดหอบเอาชายแขนเสื้อและชายกระโปรงม้วนบิดดั่งเริงเล่นลอยลม    ในตอนแรกนั้นไป๋ชงยังไม่เห็นหน้าของแขกที่มาในคืนนี้ได้ถนัดนัก...   สายตาที่เพ่งมองมาเป็นกระแสใหญ่นั้นคือ...ความชื่นชมแต่มีกระแสหนึ่งที่แตกต่าง  เป็นสายตาของความคับแค้น...ขุ่นข้องใจ...อับอาย และ...ตัณหา  ความรู้สึกเหล่านี้พุ่งตรงมาที่ตัวเขาเองผู้เดียวอย่างไม่ต้องสงสัย   ไม่ต้องปรายตามองก็พบต้นตอได้ไม่ยาก   ต้นเหตุคือชายหน้าตาหล่อเหลาแต่ภายในนั้นโสมม

 

เจ้าหนานยี่ถง!

 

แต่ไป๋ชงตั้งมั่นแล้วว่าจะไม่แสดงความรู้สึกใดๆเล็ดลอดม่านอารมณ์   หน้าหวานโศกเบือนหน้าหนีช้าๆไปจากโต๊ะกลางห้อง     ดวงหน้าที่เย็นชาดุจน้ำแข็งมองปราดไปรอบๆห้องโถง   พลันดวงตาที่เยือกเย็นเบิกโตอย่างประหลาดใจเฉกเช่นเด็กๆเมื่อพบว่าบุคคลใดยืนอยู่ริมห้องและพัดไกวด้ามพัดในมือ

 

ประหลาดใจแต่ก็อุ่นวาบ...อุ่นวาบหรือ   ไม่...

 

ท่านมีจุดประสงค์ใดนะ?

 

ถูกใจ?

 

สนุก?

 

สงสาร?

 

ความรู้สึกอันหลังนั้น...ไป๋ชงไม่ต้องการ

 

+++++

 

ห้องหยกขาวนั้นเงียบสงบเว้นแต่หลิงจูที่ยืนกระวนวายใจ เดินวนไปวนมานั่งไม่ลงเสียที   ห่อผ้าที่เตรียมจะหนีนั้นได้ซุกไว้หลังม่านกั้นเปลี่ยนเสื้อ   เมื่อไม่ต้องเตรียมของอะไรอีก  นางจึงเดินไปแกะไหเหล้านารีแดงขึ้นชื่อ รินใส่กาเหล้าเอาไว้เตรียมพร้อมด้วยความเคยชินทั้งๆที่คืนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องจัดห้อง  หลิงจูใจลอยจนลืมสังเกตว่าเหล้าไหนั้นผนึกมิได้แน่นหนาคล้ายกับกับถูกเปิดมาก่อนแล้ว     เพราะในหัวของนางกำลังครุ่นคิดถึงชายหน้าสวยผู้นั้นที่อ้างว่าชื่ออี้ชินและอาสาจะไปนำของบางอย่างมาให้พี่ไป๋  

 

ของสิ่งนั้นอยู่ในห้องของอาฮัวหรือว่าในคลังสมบัติส่วนตัวอะไรสักอย่าง  หลิงจูไม่รู้ว่าของสิ่งนั้นคืออะไรเพราะพี่ไป๋ของนางไม่เคยพูดถึงมาก่อนแต่คงจะต้องสำคัญมากต่ออาไป๋แน่ๆ   ถึงยอมเสี่ยงกับโอกาสที่จะได้อิสรภาพของตัวเองเช่นนี้

 

โอกาสอิสรภาพที่จะได้เป็นชาย...เต็มตัว  

 

ชายเต็มตัว....อา...ข้าแค่คิดก็หน้าแดงแล้ว ดูอย่างท่านอี้ชินสิ ยังสวยและอ้อนแอ้นได้ขนาดนั้น  แล้วพี่ไป๋ของเราล่ะ?  รูปร่างหน้าตามิได้แพ้ใครในใต้หล้า   สติปัญญารึก็มิได้ด้อยกว่าผู้ใด  ข้ารอเวลาที่จะเรียกว่า "คุณชายไป๋" ไม่ไหวแล้ว...แต่...ถ้าแผนคืนนี้ไม่สำเร็จล่ะ  ...หลิงจูไม่อยากคิดต่อ   เด็กสาวฉีกห่อกำยานไม้หอมแดงก่อนโยนส่วนหนึ่งลงเผาในโถสีเงินเล็กโต๊ะกลางห้อง    ถอนหายใจหนักหน่วง  

 

ควันสีจางลอยตัวออกมาช้าๆ   กลิ่นของมันหอมแรงผิดจากกลิ่นที่เคยใช้ทำให้หลิงจูฉุกใจจากภวังค์

 

"อ้าว...อาฮัวทำไมซื้อกำยานกลิ่นนี้มานะ?  ทุกทีใช้กลิ่นอ่อนกว่านี้นี่นา" ดังนั้นหลิงจูจึงสูดหายใจเข้าไปชัดๆหนึ่งครั้งเพื่อพิสูจน์  เลือดสูบฉีดพุ่งพล่านขึ้นมาที่สองข้างแก้มทันที  สายตาหรี่ลงเชื่อมปรอย

 

"จะว่าไปกลิ่นนี่ก็หอมดี...อืม..แต่วันนี้ข้ารู้สึกร้อนๆจัง"นางปลดสายเสื้อให้เปิดออกกว้างอีกเล็กน้อยรับลม   แต่ก็ยังร้อนรุ่มอยู่ดี   เอ...รึว่าข้ามัวแต่อุดอู้อยู่ในห้องมาหลายวัน ออกไปข้างนอกบ้างดีกว่าอย่างน้อยก็ไปเสพยิ้มพญาหงส์ที่นางตั้งชื่อเองเสียเป็นไร    เด็กสาวยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วก้าวออกไปจากห้องพลางคิดในใจ   ไม่ว่ายังไงข้าก็ขอติดตามท่านไปสุดหล้านั่นแหละ

 

+++++

 

อี้ชินนำสิ่งนั้นออกมาจากห้องจิ้งจอกเฒ่าได้อย่างไม่ยากเย็นเลย   เพราะค่ายกลป้องกันขโมยนั้นทำไว้เฉพาะทรัพย์สินมีค่าที่แม่เล้าเฝ้าสะสมไว้ในห้องลับ   ถึงจะให้ฝ่าค่ายกลพวกนั้นเข้าไปเอาจริงก็มิได้เปลืองแรงอะไรแต่อี้ชินค้นเจอของสิ่งนั้นจากกองผ้าและหนังสือที่สุมอยู่ตามชั้นวางแจกันต่างหาก 

 

ในสภาพที่ฝุ่นจับบ่งบอกได้ดีว่าผู้ครอบครองใส่ใจมันเพียงไร

 

เหตุผลนั้นไม่น่าจะเป็นเพราะของสิ่งนี้ไร้ราคาแต่น่าจะเป็นเพราะว่านำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้มากกว่า  แต่เขาก็นำมันห่อไว้อย่างดีในผ้าแพรและกระโดดออกไปอย่างเงียบกริบทางช่องหน้าต่าง   ของชิ้นนี้แม้จะหายไปแต่ก็เชื่อว่าเจ้าของห้องก็ไม่อาจรู้   หรืออาจจะกระทั่งลืมตัวตนของมันด้วยซ้ำไป   เขาอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับตนเองขึ้นมา  หากวันใดที่เขาจากไปไม่หวนกลับ จะมีใครสักคนรึไม่...ที่รู้ถึงตัวตนของเขา   และระลึกถึงด้วยความอาดูร?

 

"อี้ชินทำไมเจ้าช้านัก?"เสียงทุ้มต่ำคำรามเบาๆพร้อมด้วยสีหน้าที่แสนห่วงหาแต่ร่างบางกลับไม่ตอบคนที่ดุ   เขากลับหันไปกระซิบรายงานร่างสูงอีกคนแทน

 

"สหายหยาง....ข้าได้นำคำตอบและสิ่งของที่แม่นางไ...เอ่อ  ต้องการก่อนจากไปด้วยแล้วขอรับ"

 

"ขอบใจเจ้ามาก อี้ชิน...เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังเสมอ"

 

ร่างบางส่งห่อแพรไหมให้หยางเฟยอย่างลับๆและหวังเล็กๆว่าหยางเฟยจะหันมายิ้มให้เขาบ้างแต่ไม่แม้จะหันกลับมามอง...  ดวงตาของท่านไม่มีวันที่ภาพของข้าจะสะท้อนอยู่สินะ   ร่างบางจึงได้แต่พึมพำถ่อมตนเบาๆ

 

"เป็นไรมิได้สหายหยาง    ...เพื่อท่านแล้ว"

 

ร่างสูงพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงรับรู้และเก็บห่อนั้นไว้ในอกเสื้อแต่สายตานั้นมิได้ละไปจากตั่งที่ยกสูงด้านหน้าเลย   ที่ซึ่งนางหงส์ตัวงามร่อนลงสถิตและบรรจงกรีดพิณเสียงโศกหวานสะกดถึงดวงมาลย์   

 

ไป๋ชงเมื่อลงบันไดมาและมองเห็นเขานั้น  ดวงตาโศกแสนเย็นชาก็เบิกขึ้นชั่ววูบหนึ่งราวกับเด็กๆที่พบเรื่องประหลาดใจ ก่อนที่จะเสหน้าไปมองทางอื่นแต่ก็ยังลอบมองหยางเฟยอยู่หลายครั้ง  สีเลือดฝาดอ่อนๆแต่งแต้มขึ้นมาทันทีที่สองโหนกแก้มนวล   คนทั้งห้องโถงมิทันได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของไป๋ชง   สีแดงระเรื่อนั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว   รอยยิ้มที่หยางเฟยคิดว่าน่าจะมีให้เห็นสักนิดก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นบนหน้าสวย 

 

เป็นอะไรไป...นะเจ้า?

 

...สิ้นเสียงพิณเส้นสุดท้าย   แม่เล้าแสนละโมบก้าวออกมาขวางหน้าตั่งพิณ   พลางพัดโบกพัดด้ามใหม่ไปด้วย

 

"บัดนี้...ทุกท่าน   ข้าจะขอเริ่มการประมูลไป๋ชง ไข่มุกเม็ดงามแห่งหอหลันฮัว  กฎมีอยู่ว่าผู้ที่เสนอจำนวนเงินที่มากที่สุดในคืนนี้จะได้ตัวไป๋ชงไปเป็นเวลาสามวันเต็มโดยไม่มีการรบกวนอย่างเด็ดขาด  เริ่มได้ ณ บัดนี้"ทั้งห้องโถงมีเสียงอื้ออึงทันที  ว่ากันว่าอาฮัวแห่งหลันฮัวละโมบและตระหนี่สินค้ายิ่งกว่าอะไร  เด็กของนางอย่างไรเสียนางก็ใช้อย่างทะนุถนอม   มิใช่ว่านางเป็นห่วงสุขภาพเด็กเหล่านั้น  หากเป็นเพราะว่าจะได้เก็บเอาไว้ทำเงินนานๆต่างหาก  

 

แต่ครานี้กลับประกาศให้ใช้สินค้าได้ถึงสามวันสามคืนเต็มๆ  คงต้องมีผลประโยชน์มหาศาลรออยู่แน่นอน   นางจิ้งจอกเฒ่ากระหยิ่มในความกระเหี้ยนกระหือของฝูงชนที่ต่างหลงในตัณหา   เสียงคุยซอกแซ่กไปทั่วบอกถึงความนิยมในตัวของไป๋ชง  ทุกคนอยากใคร่จะได้ครอบครองกายของนางคณิกาอันดับหนึ่งกันทั้งนั้น 

 

...แต่ถึงอย่างไรคืนนี้ก็ต้องมีผู้ชนะเพียงคนเดียว

 

สายตาเจ้าเล่ห์ของนางคาดหวังไปที่โต๊ะกลางห้องโถงด้านหน้า  มีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังจ้องหงส์ที่นั่งนิ่งอยู่ข้างหน้า  ด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกว่ารักหรือแค้น...

 

+++++

 

หนานยี่ถงรอคอยโอกาสนี้มานานนับหลายปี  !

 

ตั้งแต่วันที่เขาได้บังเอิญพบกับนางคณิกาที่แสนเย่อหยิ่งผู้นี้ในวันฝนพรำ   ในชีวิตนี้หนานยี่ถงไม่เคยมีอะไรที่อยากได้...แล้วไม่ได้   เขาย่ำยีหรือเปรียบให้ดีกว่านั้น...ก็คือเชยชมดอกไม้ที่โน้มก้านลงแทบเท้ามานับไม่ถ้วนทั้งที่เป็นคุณหนู มีชาติตระกูล ลูกขุนนาง   เมื่อความหวานหอมนั้นสิ้นซากก็ผละจากไปไม่ไยดีแต่เขากลับติดใจในตัวหญิงคณิกาไร้ค่าขายร่างกายให้ผู้ชายมากหน้า

 

ไร้ยางอายแต่ก็เป็น...หญิงที่ไม่แม้จะชายตาพิจารณาข้อเสนองามๆของเขา !

 

ยามที่แค่เห็นชายผ้าพลิ้วลงมานั้นหัวใจก็พลันเต้นระทึกเสียแล้ว  ดวงหน้าที่เขาใหลหลงมาตลอดนั้นยังเย็นชาไม่เปลี่ยน  ....เย็นชาสำหรับเขาคนเดียว   ลำคอระหงเล็กๆที่ดูบอบบาง...อยากจะใช้มือนี้บีบให้เป็นรอยช้ำ   เนินผิวขาวๆคงจะตัดกับสีแดงฉานของเลือดดีพึลึก

ริมฝีปากชุ่มชื้นนั่นอีก  หากว่าบวมช้ำด้วยแรงจูบจะเย้ายวนเพียงใดกัน?  

 

แต่ดวงตาหวานโศกคู่นั้น...ที่มีสิ่งผิดปกติ  เพียงชั่ววูบเดียวเท่านั้น ประกายเจิดจ้าของความยินดีผุดในหน่วยตาคู่งาม  ผิวแก้มเป็นระเรื่อ แม้จะไม่ได้แย้มยิ้มพรายอย่างที่เรียกกันว่ายิ้มของนางหงส์

 

มันช่างงดงาม...

 

ทว่าสายตานั้นมิได้มองมายังเขา   มันกลับพุ่งตรงไปที่ชายหนุ่มชุดดำริมห้อง   รัศมีบางอย่างฉายโชนมาจากชายผู้นั้น  ความเกรงขาม?   พวงแก้มที่ระเรื่อแม้เพียงเล็กน้อย...ไม่มีใครสังเกตเห็น

 

นอกจากเขา...

 

ความรู้สึกที่เขาอธิบายไม่ได้แล่นขึ้นมา...ยอก...อกเพราะพวงแก้มและแววตานั่น

 

เจ็บ................

 

...เป็นครั้งแรกที่เขาอยากให้ไป๋ชงมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อเขาบ้าง   ที่ผ่านมาเขายินดีและชื่นชมในความงามอย่างเย็นเยือก   ทระนงว่าตนนั้นได้สัมผัสความงามอย่างเย็นชานี้แต่ผู้เดียว    บัดนี้เขารู้แล้วว่า...ความงามเพียงด้านเดียวไม่พอตอบสนองอาการอยากเป็นเจ้าของ   เขาต้องได้ครอบครองทั้งหมด!

 

คืนนี้เขาจะสอนให้รู้ซึ้งเลยทีเดียว...

 

"...คุณชายหนานจะให้เท่าไรคะ?" อาฮัวถามเมื่อเห็นบ่าวของแขกคนสำคัญยกมือขึ้น 

 

บ่าวหนุ่มตอบแทนผู้เป็นนายว่า "หนึ่งพันตำลึงทอง"

 

"มีใครเสนออีกไหมคะ?"เสียงอึงในราคาดังขึ้นกลบเสียงแม่เล้า

 

"คุณชายข้า คุณชายเง็กให้หนึ่งพันห้าร้อยตำลึงทอง"เสียงหนึ่งตะโกนแข่งขึ้นมา

 

"หนึ่งพันห้าร้อยตำลึงทอง คุณชายเง็กเจ้าค่า"

 

"ท่านฟางสามพันตำลึงทองและแหวนหยกขาวลิ่วจีหนึ่งคู่"แม่เล้าตะโกนซ้ำประโยคไล่หลัง  และละลานตาไปกับเงินที่จะหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย   ยังไม่ทันสิ้นเสียงของอีกคน  อีกคนก็ตะเบ็งราคาแข่งแทรกขึ้นมา   จนบัดนี้จำนวนเงินพุ่งทะยานสูงลิบจนหลายคนยอมแพ้และถอดใจการประมูลครั้งนี้

 

"คุณชายหนานให้ห้าพันชั่งทองและไข่มุกดำแห่งนานเป่ย"

 

"ท่านหูให้ห้าพันสามร้อยชั่งและตรากิเลนหยก"

 

ไป๋ชงนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆและนึกสมเพชอยู่ในใจ...  เพราะคำว่า "ตัณหา" คำเดียว ทำให้ผู้คนนำเงินมากองทิ้งถึงเพียงนี้เชียว  ยิ่งถ้าต้องมาซื้อนางคณิกากำมะลอแล้วด้วยล่ะก็   ยิ่งน่าสมเพชเข้าไปใหญ่...

 

น่าสมเพชงั้นหรือ?

 

เพราะรูปลักษณ์ภายนอกเจ้ากรรมที่เป็นใจให้เขาเหมือนผู้หญิง  เสียจนไม่มีใครดูออกว่าเขาเป็นชาย...  เขาต่างหากที่น่าสมเพช...   แน่นอนหยางเฟยก็ย่อมไม่รู้ว่าเขาเป็นชาย  ยิ่งกว่านั่นยังเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งให้เขาไล่ตามมา....   หยางเฟยท่านล่าข้าได้เพียงแค่เงาเท่านั้น   หากท่านคว้าข้าได้เมื่อไรก็จะรู้ว่าข้าเป็นแค่...เศษธุลี

 

+++++

 

ตั้งแต่เริ่มการประมูล หยางเฟยมิได้เอ่ยราคาออกไปเลยสักครั้ง   สององครักษ์ได้แต่ลอบสังเกตสีหน้าขององค์ชาย  ไม่กล้าทักท้วงอันใด   จนตอนนี้เหลือผู้ที่ยังเสนอราคาเพียงสองคน  หยางเฟยก็ไม่แม้ที่จะเคลื่อนไหว  

 

องค์ชายท่านรออะไรอยู่กันแน่? 

 

 สององครักษ์กำลังใช้สมองขบคิดสาเหตุอย่างหนักหน่วงแต่เสียงเคาะประตูอย่างรุนแรงที่ด้านนอกปลุกให้สององครักษ์ละทิ้งปัญหานั้นไปก่อน   สัญชาตญาณแห่งการระวังอันตรายให้ผู้เป็นนายตื่นขึ้นฉับพลัน  มือของสององครักษ์เลื่อนไปอยู่ด้ามกระบี่อย่างเตรียมพร้อม   หากว่าเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็สามารถชักกระบี่ออกมาได้ทันที

 

"คุณชายหนาน  คุณชายหนาน คุณชายหนาน ยี่ ถงขอรับ!!! เปิดประตูสิ  เรามีเรื่องจะเรียนคุณชาย ถอยไป" หากแต่ประตูยังไม่ยอมเปิดเพราะการประมูลยังไม่สิ้นสุด   เสียงตะโกนดังขึ้นแล้วเงียบไป  มีเสียงอาวุธโลหะกระทบกันดังขึ้นมาแทน   ในตอนนั้นเองที่คุณชายหนานเป็นผู้เสนอราคาคนสุดท้าย  ด้วยราคาสองแสนชั่ง พร้อมไข่มุกดำแห่งนานเป่ย  แหวนอำพัน  และพิณหยกขาว   อาฮัวกำลังจะประกาศให้หนาน ยี่ ถง เป็นผู้ชนะ  แต่พลันมีเสียงทุ้มกังวานขัดขึ้น

 

"ข้าให้สามแสนชั่ง..."

 

ทุกคนในห้องโถงเงียบ  มองชายหนุ่มหน้าหยกในชุดดำเนื้อดีที่กำลังก้าวออกมาด้านหน้าประจันกับหนาน ยี่ ถง เป็นตาเดียว   พัดในมือของชายหนุ่มยังไกวโบกอย่างสบายอารมณ์   อาฮัวเหมือนหูดับไปชั่วขณะเพราะจำนวนเงินก่อนที่จะตั้งสติได้

 

"ข้าน้อยขอทราบนามคุณชายท่านนี้ได้รึไม่?"

 

"ข้าแซ่หยาง"

 

"ออ...คุณชายหยาง  หากท่านจะให้ราคาตามที่ท่านลั่นวาจาไว้จริง  ท่านจะเป็นผู้ชนะในคืนนี้....เว้นแต่ว่า"แม่เล้าหันไปทางหนานยี่ถง "คุณชายหนาน จะเสนอราคาที่มากกว่านี้..."แต่ไม่ทันที่นางจะพูดจบ  ประตูไม้อย่างดีบานหนึ่งก็หลุดออกกระแทกพื้นดังโครม

 

คนกลุ่มหนึ่งเดินอย่างรีบร้อนเข้าในห้องโถง   แขกเหรื่อตกใจแตกกระจายเป็นวงกว้าง

 

"คุณชายขอรับ...  ข้าขออภัยจริงๆขอรับที่ต้องมาขัดจังหวะ  แต่บ่อนสามแห่งของเราถูกบุกขอรับ  สองแห่งถูกกวาดเงินแล้วเผา   อีกแห่งถูกกวาดเงินและล้มป้ายสำนักขอรับ"

 

"อะไรนะ?  พวกเจ้าดูแลอย่างไรกัน!?"แต่ฝ่ามือหนาแกร่งตวัดออกไปก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปากอีก   ฟาดลงเต็มแรงที่คางของลูกน้องที่รายงาน   เลือดสดไหลซึมจากมุมปากเป็นทาง...แต่หาได้ยกขึ้นแขนเสื้อเช็ดไม่

 

"ข้าน้อยบกพร่องอย่างร้ายแรง...ขอให้คุณชายลงโทษด้วย"แล้วทั้งหมดก็คุกเข่าตามชายผู้นั้น

 

"พูดตรงนี้ท่าจะไม่เหมาะ...   ท่านฮัวหลัน  วันนี้ข้าคงต้องขอตัว เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ   ไว้โอกาสหน้า"ก่อนไปดวงตาคมมองชายที่ชื่อหยางเฟยอย่างสำรวจตรวจตาจึงหันไปมองไป๋ชงที่ก้มหน้านิ่งอย่างสำรวม   เป็นแผนของเจ้ารึเปล่าไป๋ชง?  ความฉลาดของเจ้าก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เลื่องลือ   นี่ก็เป็นผลงานของเจ้าหรือเปล่า?

 

"ไปได้!"เขาตะโกนบอกด้วยเสียงอันดังเจือความไม่พอใจอย่างชัดเจน   บรรดาบ่าวต่างยกหีบเงินกลับตามหลังผู้เป็นนาย ประตูที่หลุดออกมายังนอนนิ่งที่พื้นห้องโถง   ตอนนี้อาฮัวไม่มีเวลาจะโวยวายค่าเสียหายแต่กำลังกระหายเงินสามแสนชั่งที่โชยออกมาจากคุณชายตรงหน้าต่างหาก

 

"ข้าขอประกาศว่าคุณชายหยางเป็นผู้ชนะในการประมูลครั้งนี้"

 

ผู้คนเริ่มทยอยออกจากห้องโถง  บ้างกลับบ้าน บ้างยังอยู่กับนางโลมที่ปรนนิบัติขาประจำ  จนกระทั่งเหลืออยู่แค่กลุ่มของหยางเฟยเท่านั้น   อาฮัวจึงเอ่ยประโยคที่ต้องการจะพูดจริงออกมาดังจิ้งจอกเฒ่าเผยหางให้เห็น...

 

" แหม...แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะเจ้าคะ  แต่ท่านจะต้องแสดงหลักฐานว่าท่านสามารถจ่ายได้มาก่อนนะท่าน"

หยางเฟยมิได้ตอบแต่ล้วงเอาตั๋วเงินหนึ่งปึกออกมายื่นให้แม่เล้า

 

"หนึ่งแสนก่อนและเมื่อครบสามวันแล้วส่วนที่เหลือจึงจะมา   แต่ข้ามีข้อแม้ว่า..."อาฮัวกรีดนับตั๋วเงินอย่างชำนาญ

 

"ข้อแม้อะไรหรือค่ะท่าน?  บอกอาฮัวคนนี้มาเถอะค่ะ"

 

"ห้ามรบกวนโดยเด็ดขาด   ไม่ว่าจะมีเสียงใดๆรึไม่ก็ตาม"

 

"เรื่องแค่นั้นเองหรือคะ   โถๆๆๆ เรื่องปกติค่า ชายหญิงอยู่ด้วยกัน เสียงจะดังบ้าง  เราจะไม่รบกวนเด็ดขาดเลยค่า"

 

"ดี..."

 

"เด็กๆเก็บพิณ..."แม้ว่าจะเสียดายของมีค่าอื่นๆที่คุณชายเหล่านั้นเสนอให้แต่ถ้ามีเงินก็ซื้อเอาใหม่เองได้   ไป๋ชง ลุกขึ้นยืนดวงตายังเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ

 

นิ่งงัน...

 

"ข้าจะพาหงส์ตัวนี้ไปได้รึยัง?"

 

"ออ...แหม  ข้านี่แย่จริง  เชิญค่ะเชิญท่าน   อาไป๋ปรนนิบัติท่านให้ดีล่ะ"ยังมิวายกำชับเป็นมั่นเหมาะ

 

+++++

 

หลิงจูแสนทึ่งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น    อย่างที่คิดไว้ไม่ผิดเลยหากว่ากะพริบตาแล้วจะพลาดของดีจริงๆ   ยืมมือหนานยี่ถง ประมูลจนชนะทุกคนแล้วค่อยมาจัดการทีเดียวแต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเอาชนะตอนที่ตาหนานไม่สามารถแก้ลำกลับได้ 

 

ช่างบังเอิญจริงๆ

.

.

.

รึว่าจะวางแผนมา? 

 

แต่การบุกโรงบ่อนสามแห่งในวันเดียวกันไม่น่าจะเป็นงานง่ายๆ?  ยิ่งเป็นบ่อนตาหนานแล้วด้วย   อึ้ย...แค่คิดก็ไม่อยากจะไปเหยียบแล้ว   ทำได้อย่างไรนะ?   หลิงจูเดินกลับมาที่ห้องพบว่าพี่ไป๋ชงของนางและคุณชายที่ให้ความช่วยเหลือนั้นนั่งอยู่ก่อนแล้ว   ทั้งสองมีใบหน้าแดงก่ำ...  เป็นอะไรกันหว่า?

 

เด็กสาวรีบลงสลักไม้ห้องทันที

 

"พี่ไป๋   ข้าดีใจจังที่ท่านรอดคุณชายหนานมาได้อ่ะ" ไป๋ชงยิ้มเอ็นดูเด็กสาว  หลิงจูยิ้มตอบแล้วหันไปคุกคารวะชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่มีรอยยิ้มละไมบนใบหน้า

 

"คุณชายข้าขอขอบคุณที่ช่วยพี่ไป๋ของข้า   เขาจะได้เป็นอิสระเสียที"

 

เขา...?

 

หยางเฟยสะดุดเล็กน้อยแต่มิได้เอ่ยท้วงอะไร

 

"ลุกขึ้นเถิดแม่นางน้อย   เจ้าคงเป็นน้องสาวที่น่าเอ็นดูของแม่นางไป๋แน่นอน"

 

"มิได้ท่าน...ข้าเป็นเพียงเด็กรับใช้"

 

"ที่ไหนได้เล่าหลิงจู...  เจ้าน่ะคือน้องสาวของข้าจริงๆ"เด็กสาวซาบซึ้งในความใจดีของอาไป๋

 

"ขอให้คุณชายหยางรับการดื่มคารวะจากข้าน้อยด้วย"หลิงจูรินน้ำใสจากกาลงสองจอก  จอกหนึ่งส่งให้หยางเฟย   อีกจอกนั้นประคองไว้ด้วยสองมือ  ไป๋ชงจำกลิ่นเฉพาะของสุราชั้นดีของเลื่องชื่อของหอหลันฮัวได้

 

"ช้าก่อน...หลิงจูนั่นมันไม่ใช่น้ำชานี่  เจ้ายังเด็กอยู่...ข้าดื่มเองดีกว่า"

 

"แหม...ก็นึกว่าใช่"หลิงจูลืมนึกไปว่าตนนั้นเทเหล้านารีแดงลงไปตั้งหัวค่ำแล้ว  จึงยิ้มแก้เขิน 

 

"แต่ข้าอายุจะสิบสองแล้วนะพี่ไป๋"ไป๋ชงหัวเราะร่วน  หลิงจูสังเกตเห็นว่าหยางเฟยมิได้ละสายตาจากพี่ไป๋ของนางเลยแถมมองด้วยสายตาที่ชื่นชม...หรือว่าพี่ไป๋ ยังไม่ได้เฉลยว่าพี่ไป๋เป็นบุรุษ? 

 

"ยังไงเสีย  เจ้าก็เป็นเด็กสำหรับข้าเสมอนั่นแหละ"ไป๋ชงรับจอกเหล้าไปจากมือเด็กสาว  และยกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว

 

"แหม..."หลิงจูทำแก้มป่อง  พี่ไป๋...ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?   มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้  การที่รู้ทีหลังมันเจ็บนะ....

 

"ท่านหยางเฟย ข้าขอดื่มคารวะ"ทั้งสองยกจอกจดริมฝีปากจดหมดหยดสุดท้าย  พอดีกับที่เงาดำสองเงากระโดดอย่าเงียบกริบเข้ามาในห้อง

 

"สหายหยางแม่นางไป๋  แม่นางหลิงจู  พวกข้าขอยินดีด้วย"

 

"เป็นไรมิได้...  ข้าต่างหากที่ควรขอบคุณท่าน"ไป๋ชงรินเหล้าลงจอกอีกสองใบ ส่งให้องครักษ์ทั้งสองและรินให้ตนเองอีกหนึ่งจอก

 

"เป็นไรมิได้เหมือนกันแม่นาง...จอกนี้พวกเรารับไม่ได้"

 

"ดื่ม..."ไป๋ชงยกจอกขึ้นดื่ม แต่สององครักษ์ยังอ้ำอึ้ง

 

"เหล้าดี  พวกเจ้าก็น่าจะลองลิ้มดูนะ"หยางเฟยพูดอย่างยิ้มๆ   ทั้งสองคนเข้าใจทันทีมันเป็นคำสั่ง   สององครักษ์ถึงยกจอกขึ้นจ่อริมฝีปาก

 

"คิดว่าเจ้าคงรู้จักสองสหายของข้าแล้ว  ผู้ที่รูปร่างสูงใหญ่นามว่า ยู้ ฉางเล่อ และอีกผู้หนึ่งนามว่าเซียว อี้ชิน"

 

"สำหรับท่านจอมยุทธอี้ชินพวกเรารู้จักแล้ว เพราะฉะนั้นยินดีที่ได้รู้จักท่านจอมยุทธยู้"

 

"เรียกข้าว่า ฉางเล่อก็ได้แม่นาง"

 

"ข้าน้อยไป๋ชงและนี่น้องสาวของข้าหลิงจู"ฉางเล่อผงกศีรษะคำนับตอบ  รู้สึกถึงความนอบน้อมของสตรีตรงหน้า  มิได้รู้สึกว่ากำลังคุยกับนางคณิกาที่ลือลั่นเลยสักนิด    ผิดกับที่คาดไว้โข   เขาหันหน้าไปมองอี้ชินที่ยืนมองจอกเหล้าในมืออย่างสงบที่มุมห้อง  ..ข้านึกว่าเจ้าจะมีเรื่องทะเลาะกันเสียอีก...  เมื่อเจ้าเจอนางคงรู้สึกผิดคาดเช่นเดียวกับข้าสินะ..    คนที่องค์ชายเลือกย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว..

 

"ท่านหยางเฟย ข้าขอละลาบละล้วงถามท่าน...ท่านจะทำอย่างไรต่อไปหรือ?"

 

"ข้ากำลังจะบอกเจ้าเช่นกัน...แต่เจ้าไปสถานที่แห่งหนึ่งกับข้าได้รึไม่?"

 

"เป็นที่แห่งใดกัน?"

 

"เจ้าไปก็จะรู้...แต่เจ้าจะไปหรือไม่?"น้ำเสียงเจือออกคำสั่งด้วยนิสัยที่ฝังรากลึกแต่มิได้เร่งรัดเอาคำตอบ

 

"ท่านอี้ชินและท่านฉางเล่อไปด้วยรึไม่?"

 

"แน่นอนว่า...ไม่"หยางเฟยยิ้มบางๆอย่างนึกเอ็นดู   สององครักษ์มองเจ้านายของตนทันทีอย่างไม่เชื่อหู....

 

"อ่า...งั้นข้าจะไม่..."ชายหนุ่มยิ้มสนุกที่เห็นความเย่อหยิ่งและความกตัญญูต่อสู้กันเองในหงส์ตัวนี้   หยางเฟยยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย

 

"รึว่าเจ้าไม่กล้าไป?  ไม่เป็นไรข้า..."

 

"ข้าไม่ปฎิเสธ !"ไป๋ชงตอบแทรกขึ้นมา   รู้สึกถึงคำที่บอกว่า ‘ฆ่าได้ หยามไม่ได้' ขึ้นมาชะงัด

 

"อย่างนั้นไปเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า  อี้ชิน ฉางเล่อพวกเจ้าอยู่ที่นี่รอข้านะ   เผื่อมีอะไรพวกเจ้าก็ปลอมเป็นพวกข้าได้"หยางเฟยคว้ากระบี่คู่กายแล้วลุกขึ้นยืนออกคำสั่ง

 

"ทำไมรีบไปขนาดนี้?"ไป๋ชงรู้สึกพลาดพลั้งเป็นครั้งแรก ไม่สิหลายครั้งแล้วตั้งแต่เจอคนๆนี้ 

 

"ก็เดี๋ยวเจ้าเปลี่ยนใจ...เจ้าเป็นคนรักษาคำพูดรึเปล่าล่ะ?"

 

"อย่างแน่นอน"สักพักจึงรู้สึกว่ายิ่งดิ้นยิ่งถูกมัดแน่น   ถูกมัดด้วยคำพูดแน่นเสียกว่าปมใดๆทั้งหมดก็มาจากศักดิ์ศรีที่ค้ำคอตัวเอง   ไป๋ชงหนอไป๋ชงจะสิ้นท่าเป็นนกติดแร้วก็เพราะตัวเองนี่ล่ะ

 

"เดี๋ยว...ท่านหยาง  ข้าขอไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?"หลิงจูร้องห้ามไว้...ทำไมชอบทิ้งหลิงจูอยู่เรื่อยเชียว

 

"ได้สิ...ทำไมจะไม่ได้ล่ะ"

 

"งั้นข้าขอไปด้วย  สหายหยาง"อี้ชินวางจอกเหล้าลงบนโต๊ะ  ที่ถูกต้องควรจะเป็น "โยน" มากกว่า

 

"คงจะไม่ได้หรอกอี้ชิน   เจ้าต้องอยู่ทางนี้คอยช่วยฉางเล่อ  ข้าจะไปที่นั่น...เจ้าก็รู้นี่ว่ามันปลอดภัย"อี้ชินเม้มริมฝีปากแน่นไม่มีคำใดเล็ดลอดออกมา

 

"ไปได้รึยังแม่นางไป๋  แม่นางหลินจู"หลิงจูพยักหน้าถี่อย่างดีใจ  แต่ขณะที่กำลังจะเกาะมือไป๋ชงถลาลงหน้าต่างนั้น  เสียงร้องเรียกคุ้นหูก็ดังขึ้นที่หน้าประตู

 

"อาหลิงจูเอ้ย...อาหลิงจูเจ้าอยู่ไหนลงไปที่ครัวไปเอาอาหารมาเร็วเข้าเมื่อครู่คุณชายหยางสั่งไว้"หยางเฟยยิ้มบางๆ

 

"จะไปเอารึเปล่า แม่นางหลิงจู?"

 

"ฮึ...อย่างไรข้าก็ต้องไปเอาอยู่ดี  หรือท่านจะให้อาฮัวยกมาให้  พวกท่านไปเถอะ"เด็กสาวกระเง้ากระงอด

 

"หลิงจู...เจ้าอย่านอนดึกนะ"ไป๋ชงเตือนด้วยความเป็นห่วง

 

"ไปเถอะ..."สองร่างกระโดดตัวเบาจากขอบหน้าต่างเพียงถีบตัวสองทีก็ไปไกลจนลิบตา

 

"ว้าว...พี่ไป๋มีวิชาตัวเบาด้วย..."

 

"นั่นสิ...ทำไมนางคณิกาถึงมีวิชาตัวเบา?"ฉางเล่อพูดราวกับกระซิบกับตัวเอง

 

"ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน    แต่เดี๋ยวข้าจะไปยกสำรับมาให้พวกท่านนะ   ลงสลักได้เลย  ถ้าข้ากลับมาข้าจะเคาะประตู4 ครั้ง  และพูดว่าเป็ดน้อยนะ"เด็กสาวพูดจาฉะฉาน

 

เป็ดน้อย?

 

"อืม...เจ้าไปเถอะ"ฉางเล่อนึกเอ็นดูเด็กคนนี้ เขาเดินไปลงสลักประตูอย่างแน่นหนาทั้งห้องเหลือเพียงเขาและอี้ชิน...   ร่างบางยืนพิงหน้าต่างที่ทั้งสองคนนั้นได้ละลิ่วออกไป   

 

เหม่อมอง...แสนไกล

 

"อี้ชิน...เจ้าได้รับคำสั่งให้อยู่ที่นี่นะ"

 

"ข้ารู้แล้ว..."อี้ชินปิดหน้าต่างลงเพราะไม่อยากรู้สึกทรมานใจทั้งที่ทางออกก็อยู่แค่เอื้อม...เมื่อปิดหน้าต่างลง ร่างบางก็เดินมานั่งที่โต๊ะกลางห้องรินเหล้าลงจอกเล็ก  จอกแล้วจอกเล่าจนฉางเล่อต้องห้าม

 

"อี้ชิน...เจ้าจะบ้ารึไง?  สักวันองค์ชายก็ต้อง..."

 

"พอแล้วหยุด...ข้าไม่อยากฟัง"

 

"ไม่...วันนี้เจ้าต้องฟังข้า  เจ้าจะหนีข้าอีกไม่ได้แล้ว"

 

"ไม่ ไม่ไม่ ...!!!"อี้ชินร้องอย่างเสียสติ  ฉางเล่อเดินตรงเข้าจับไหล่บางสองข้างเพราะคิดว่าอี้ชินอาจจะโวยวาย  แต่ผิดคาดร่างบางกลับร้องไห้เงียบๆ

 

"ข้ารู้หรอก ฮึก  ข้ารู้..."น้ำตา...ไล้เสี้ยวแก้มนวล  ฉางเล่อใจอ่อนยวบ

 

"ข้าไม่ได้ตั้งใจ...อี้ชิน"ฉางเล่อรู้สึกมาตั้งแต่ตอนเข้าห้องแล้วว่าห้องนี้ร้อนพิกล   และหน้าต่างปิดสักพักยิ่งชัดเจน   แต่เหงื่อเขามิได้ออกโทรมกายตรงกันข้ามที่ร้อนคือส่วนแก่นกลางของร่างกาย 

 

กลิ่นหอม...อบอวลในห้อง

 

กำยานไม้แดงเผาได้ที่แล้ว  ส่งกลิ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง...

 

"ฉางเล่อเจ้าทำอะไร?"มือที่กระชับไหล่ทั้งสองข้างเลื่อนมาเป็นโอบรัดกาย   อี้ชินดิ้นรนจะคลายวงแขนนั้นแต่เรื่องพละกำลังเขาแพ้ฉางเล่อมาตั้งแต่เด็กๆ  จึงไม่สามารถจะผลักให้เขยื้อนสักคืบเดียว

 

"ฉางเล่อปล่อย...อื้ม"ฉางเล่อรวบร่างบางที่กำลังดิ้นให้รับจูบ  เขาไม่ได้รู้สึกไปเองว่าร่างบางเองก็จูบตอบเขา   ดวงตาสีน้ำตาลไหม้หรี่ลงเชื่อมปรอยเมื่อลิ้นร้อนลากผ่านริมหู ซอกคอ ลาดไหล่แต่สองมือยังผลักไส  แม้จะไม่มีผลก็ตามที

 

"ร้อน...ร้อนเหลือเกิน"อี้ชินพึมพำในลำคออู้อี้  ลมหายใจหอบกระชั้น  ชายหนุ่มร่างสูงอุ้มร่างที่อ่อนแรงแต่ร้อนรุ่มภายในกายลงเตียงหยกขาว   ลงมือปลดเสื้อผ้าทีละชิ้น  ผิวขาวเนียนมือทอดกายใต้ร่างของเขา

 

"เจ้าต้องหยุดนะ...อา  ฉางเล่อ   ไม่งั้น"

 

"เจ้าเองก็ต้องการ"มือแกร่งไล้หน้าท้องเนียนลงสู่จุดที่ไวต่อสัมผัสของร่างข้างใต้   กอบกุมไว้อย่างหลวมๆและเริ่มขยับช้าๆขึ้นลง

 

"อย่า...อ๊ะ  ไม่งั้นข้า...ข้าจะแทนเจ้าเป็นองค์ชายเฮยหลง"

 

ได้ผล...ฉางเล่อชะงักงันไปชั่วครู่ 

 

 แววตามีประกายของความเจ็บปวด จนอี้ชินเริ่มรู้สึกสงสาร   ฉางเล่อสบตานิ่งอี้ชินเห็นบางอย่างในดวงตาคู่นี้มาตลอดและพยายามปฎิเสธมันเสมอ   อีกครั้งที่มันฉายโชนอย่างชัดเจน   กลายเป็นเขาที่ต้องหลบตาประกายคมกล้านั่น   ไม่...ไม่...ไม่...ไม่ใช่   เขาชอบองค์ชายเฮยหลง   

 

ท่องไว้สิ  อี้ชิน  ข้าชอบองค์ชายเฮยหลง

 

+++++

 

เป็นตัวแทน?

 

นึกแค่นหัวเราะอยู่ในใจ

 

แค่ตัวแทน?

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะต้องคิดอย่างนั้นแล้วถอดใจแต่คืนนี้...เขาจะสู้ดูสักตั้งกับกำแพงที่มองไม่เห็นในใจของอี้ชิน   สักวัน...ย่อมพังทลาย "ข้าจะทำจนกว่าเจ้าจะกรีดร้องชื่อของข้า..."

 

"ไม่..."ดวงตาน้ำตาลไหม้เบิกกว้าง  ส่ายหน้าถี่เร็ว

 

"ข้ายินดี..."เขาตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและอ่อนโยน    มือแข็งแกร่งไล้ไปตามโครงหน้าหวาน

 

"ข้าสัญญาข้าจะปกป้องเจ้าด้วยมือนี้....แม้ตัวตาย"ฉางเล่อประกบจูบอีกครั้งหนึ่งนานเนิ่น   แกมบังคับ...รุกราน...เอาแต่ใจ   ลิ้นร้อนพันวน   อี้ชินแทบหายใจไม่ออกแต่ก็ยังไม่เท่ากับการที่ฝ่ามือแกร่งกำลังขยับบนแกนกลางของตนด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นทุกที   ริมฝีปากถูกถอดถอน  แผ่นอกเรียบสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ   ดูแล้วช่างเย้ายวน...

 

"แต่ขอเถอะนะอี้ชิน...ขอเศษเสี้ยวความรักให้ข้าบ้าง...อย่างน้อยพอให้ข้ามีชีวิตอยู่"ริมฝีปากร้อนของชายหนุ่มยังลากผ่านเรื่อยลงมาที่ยอดอก  ละเลียดอย่างนุ่มนวล  อี้ชินเผลอครางแผ่วเบายิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของชายหนุ่มให้ขึ้นสูงจนยากจะลดลงมา   เขาประทับรอยความเป็นเจ้าของไว้ทั่วแผ่นอกเรียบ   เขาไม่สนแล้วว่าองค์ชายจะกลับมาพบในสภาพอย่างไร   เหตุผลทั้งมวลถูกเขาปัดทิ้งไปสิ้น......

 

"โกหก...อือ...ถ้าปกป้อง...ข้า   เจ้าต้องปล่อย  อ้า............อะ"เมื่อร่างบางอารมณ์ถึงขีดสุด  หยาดหยดขาวขุ่นกระจายเปรอะหน้าท้อง   ฉางเล่อยกเรียวขาแยกออกกว้างพาดบ่า ร่างบางส่ายหน้าวิงวอนอย่างระโหยโรยแรงแต่มันกลับยิ่งดูยั่วเย้า   ชายหนุ่มใช้คราบขาวเมื่อกี้สำรวจช่องทางที่คับแคบ   อี้ชินเกร็งสะโพกแน่นตามสัญชาติญาณเพื่อกันสิ่งแปลกปลอม

 

"อี้ชิน...รับข้าหน่อย"เสียงของชายหนุ่มแหบไปด้วยอารมณ์   ชายหนุ่มโน้มใบหน้าไปประกบปากอีกครั้งพร้อมขยับนิ้วไปด้วยเมื่อช่องทางขยับขยายมากกว่าเดิม   ร่างสูงจึงเพิ่มนิ้วและความลึกในการสำรวจ

 

"อ๊ะ....................."

 

"ตรงนี้รู้สึก?"ฉางเล่อขยับนิ้วรุกหนักหน่วง  เวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว?  อี้ชินรู้สึกเหมือนสะโพกแทบลุกไหม้   เขาแอ่นโค้งขึ้นรับมือของชายหนุ่มโดยที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้...  

 

 นี่กลายเป็นร่างกายของใครไปแล้วหรือไร? 

 

ถึงไม่ขัดขืนการกระทำที่แสนน่าอายอย่างนี้  ตรงกันข้ามสะโพกของเขากลับบิดเร่าๆตามแรงขยับเสียอีก   ก่อนที่จะรู้ตัวปากก็เปล่งเสียงออกไปเสียแล้ว

 

"อย่า...ออก"เสียงหวานเครือ   ฉางเล่อเมื่อได้ยินประโยคนั้นแม้จะแผ่วเบาแต่ตัวแทบลอยวาบ ชายหนุ่มถอนนิ้วออกพร้อมกับความชุ่มชื้นลากเป็นทางยาว   บ่งบอกถึงความพร้อมของร่างตรงหน้า   เขาแทนที่นิ้วด้วยแกนกายของเขาเอง

 

"อี้ชิน...ข้ารัก....เจ้า"ฉางเล่อเสือกกายเข้าไปจนสุด  และเริ่มขยับจังหวะที่รุนแรง  ช่องทางเล็กแคบถูกเสียดสีเร็วแรงและขยายกว้าง   กลิ่นคาวเลือดจางลอยมาแตะจมูกของเขา   แต่ให้หยุดตอนนี้ฆ่าเขาทิ้งเสียยังดีกว่า...   เสียงกรีดร้องอย่างทรมานของอี้ชินจึงดังขึ้นที่ริมหูต่อไป   ชายหนุ่มคำรามต่ำในคอพยายามสกัดกั้นความรู้สึกสุขสมที่กำลังจะล้นปรี่

 

"ฉางเล่อ............!!"สองแขนเรียวยาวเกาะเกี่ยวรอบคอของเขาเพื่อยึดเหนี่ยว   ปลายเล็บจิกลงที่บ่ากว้างเพื่อระบายความเจ็บปวดผสมผเสกับความสุขซึ่งตามมาในภายหลัง

 

"ฉางเล่อ............ให้ข้าไป    ฮึก...อา.........ฉางเล่อ!!"เขาไม่ได้ตอบด้วยคำพูดใด

 

มันยังเร็วเกินไปอี้ชิน 

 

ค่ำคืนนี้ยังอีกเนิ่นนาน........

 

+++++

TBC

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรี๊ด เค้าขอโทษ
เค้าไม่รู้ว่ามันต้องดูในไฟร์ฟอกซ์wink

เปิดในไออี...ฟิลด์ต่างๆมันโย้เย้หมดเลยอ่ะ

.............
"ต่างแลกอารมณ์ทางสายตา"
เฮิ้ว... ไม่รู้จะเปล่งเสียงยังไงดี
มัน...ชวนให้คิดได้ไกลนัก หึๆๆๆ

...............

"ข้า...ไม่อยากให้อี้ชินไป"
หึๆ .. เจ้าคิดอะไรอยู่ข้ารู้ดี

..............

เจ็บกายภายนอก...สาหัสก็แค่ตายจาก
แต่เจ็บแผลใจ ...คือการตายที่ยังมิสิ้นลม
.....เค้า.....อยากร้องไห้
ถูกต้องทุกประการเลยค่ะ...
คนที่ได้ประสบเองย่อมรู้ว่ามันเป็นยังไง

...............

สามแสนชั่ง!!!
เฮอๆๆๆ ลองเทียบเป็นเงินไทยในตอนนี้จะเป็นเท่าไหร่หนอ
ตอนช่วงประมูล...เราถึงกับมึนเล็กน้อย
เอิ้........ก ตัวเลขเยอะว่ะ อ่านไปคิดไป
ปวดหัวดีเหมือนกันนะ 555+

...............

เป็ดน้อย?
นั่นสิ ทำไมต้องเป็นเป็ดน้อยล่ะคะ?
รึเพราะเกี่ยวกับหงษ์..เป็ด-หงษ์ ? เอ๊ะ?

...............

กำยานไม้แดงแผลงฤทธิ์

กรี๊ดกร๊าดๆๆๆๆๆ.....
หน้าแดงแร้วววว ฮ่าๆๆๆ
"ข้าจะทำจนกว่าเจ้าจะกรีดร้องชื่อของข้า"
ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉางเล่อ...ข้าเชียร์เจ้าเสมอ

มันยังเร็วเกินไปอี้ชิน
ค่ำคืนนี้ยังอีกเนิ่นนาน........
^
^
^
ถ้าเป็นเช่นนั้นล่ะก็
ได้โปรดเถิดแม่นาง...มาต่อไวๆ
ข้าจะขาดใจตาย
..................

ขอบคุณที่ช่วยให้คืนนี้เป็นคืนที่สุขใจอีกคืน หึๆๆ (โค้ง)

#1 By wiwizard (202.28.7.94) on 2008-12-07 23:12

อ๊ากกกกกกกกกกกก พี่เฮ มาต่อไวๆ เหมี่ยวค้างอ่ะ
พี่วิทำไมเร็วจังวะ พี่วินี่ไหนบอกจะไปทำงาน? หืมมม

เมนท์ฟิคดีกว่า

ก่อนอื่นขออนุญาตพี่เฮ เรื่องตัวละคร ในหัวเหมี่ยวตอนนี้จินตนาการตัวละครของพี่เฮเป็นอิสองตัวข้างๆนั้นได้มั้ย
องค์ชายคือเชวซึงฮยอน
ไป๋ชงคือควอนจียง
ฉางเล่อคือทงยองเบ
อี้ชินคืออีซึงฮยอน
หลินจูคือกูเอง กร๊ากกก ไม่ใช่แล่ะ

ตอนแรกกะจะจิ้นอี้ชินเป็นจียงแล้วอ่ะ เพราะมันให้นะ แบบว่ามันเป็นเพื่อนกับฉางเล่อมานาน เพื่อนมันก็แอบรักเพื่อนไรงี้ แต่ว่า หันไปมองข้างๆ เทมจี ดีกว่าเนอะ

ที่แท้คนที่ไปหาไป๋ชงก็คืออี้ชิน แอบสงสารหนุ่มหน้าสวยคนนี้เหมือนกันนะ คงจะเจ็บปวดไม่น้อย ที่ต้องทำหน้าที่นี้ แล้วพอเจอไป๋ชงก็เข้าใจแล้ววล่ะสิ ว่าทำไม องค์ชายถึงได้หลงนัก

อยากรู้มากๆว่าของที่ไป๋ชงไปเอามานั้นมันคืออะไร

หนานยี่ถง ไอ้เลว แม่งงงงงงงงง สมน้ำหน้าชวดนางหงษ์ไปเลยมึง แสรดดดด ขนเงินมาซะเยอะเป็นไง อด มันเป็นแผนใช่มั้ยยยยยยยย โหยยย ฉลาดว่ะ เผาบ่อน ได้จังหวะพอดีเล้ยยยยยยยย

ยัยแม่มดเจ้าของหอนางโลม แม่งงงงงง แรงงงง เอากำยานมาไว้ในห้องหวังให้คนที่ประมูลไป๋ชงได้ .... ล่ะสิ เหอะ แล้วเป็นไง งื้ออออออออออออออออออออ
อี้ชินนนนนนนนนน ฉางเล่อออออออออออออออ
สองคนนี้รับไปเต็มๆ ไม่รู้จะขอบคุณหรือด่ายัยแม่เล้าดีแล้วเนี่ย ถ้าไม่มีป้า สองคนนี้ก็คงไม่ได้กัน เอ่อะ!


ฉางเล่อ อี้ชินนนนนนน

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พี่ท่านสองคนช่างเร่าร้อนนัก
ตอนที่อี้ชินบอกว่าถ้าไม่หยุดจะให้เป็นตัวแทนขององค์ชายนั้น เหมี่ยวโคดสงสารฉางเล่ออ่ะ ทำไมวะ ทำไมไม่สนใจคนข้างๆบ้าง แล้วเป็นไง

"ข้าจะทำจนกว่า เจ้าจะเรียกชื่อข้า"

กรี๊ดดดดดดดดดด แรงงงงงงงงงงงงงงงงง
อ๊ากกกกก แล้วอี้ชินก็เรียกชื่อฉางเล่อมิใช่หรือ ฉางเล่อ! โฮกกกกกกกกกก สองคนนี้ องค์ชายกลับมามันจะทำหน้ากันยังไงวะ แล้วอี้ชินจะรับรู้สิ่งที่ฉางเล่อทำหรือไม่ ((รับไม่รับก็โดนไปแล้วล่ะ))

อยากจะบอกว่านอนกลิ้งไปมาด้วยความดีใจที่พี่เฮมาลงฟิคเรื่องนี้ซะที รอมานานมากกกกกกกกกกกก
เพราะฉะนั้นพี่ท่าน อย่าให้ข้ารอนานอีกเลย
ลงตอนต่อไปเถิดดดดด

ปล.เป็ดน้อย แล้วมันจะมาเปิดกันไม๊? ได้ข่าวว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล โฮกกกกกกกกกกกกกก

ปลล.อิสองพระนางมันไปทำอะไรกัน? แล้วถ้าองค์ชายรู้ว่าไป๋ชงไม่ใช่ผู้หญิงจะทำไง?

ปลลล.รีบมาต่อนะค๊า รออ่านอยู่นะ

#2 By kumameaw on 2008-12-08 00:58

เอ่อ สุดท้ายนั้นคู่องครักษ์ก็เป็นของกันและกันไปซะแล้ว

ว่าแต่ว่าสองคนนั้นพระนางของเรื่องหายไปไหนกันสองคนคะนั้น หายไปเลย สงสัยอยู่ตอนหน้าต้องรีบไปอ่านแระ