Title: หงส์มิได้คู่มังกร #7

Author: hephaestion

Rate: NC-17[overall story]

Status: incomplete

Genre: Chinese Period, Drama, Yaoi

Author's note: เรื่องนี้คือนิยายจีนโบราณเรื่องแรกทึ่เฮเขียน  ซึ่งก็ผ่านมานานน่าดู...เมื่อไรหนอจะจบสักที

+++

 

 ตอนที่7

ยิ้มเย้างามยั่วแย้ม       ยิ้มยวน

เพียงแผ่วผะแผ่วผิว    ผินผาย

สะอางสะคราญส       -ล้างมลาย

กายกลิ่นกรุ่นกำจาย    สุคนธ์

 

.

.

ร่างในชุดดำและฟ้าอ่อนละล่องเหนือยอดไม้   มีแสงจันทร์เป็นโคมไฟนำทาง    ยิ่งเดินทางก็ยิ่งใกล้จากตัวเมือง  มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขาทั้งสองคนดั่งเล่นเล่ห์กันอยู่   เล่ห์กลที่ใครเอ่ยปากถามก่อนเป็นผู้แพ้...

 

ไป๋ชงเร่งฝีเท้าตามร่างสูงในชุดดำไม่ลดละ...ไม่เอ่ยปากขอให้ช้าลง  ไม่เอ่ยปากให้กลับมาพยุง  หากแต่พยายามเร่งแซงหน้าต่างหาก ร่างสูงเหมือนจะจับความรู้สึกอยากเอาชนะนี้ได้จึงไม่ผ่อนฝีเท้าลงเลย   ซ้ำกลับใช้พลังมากขึ้นอีกหนึ่งส่วน   ทิวทัศน์รอบกายทั้งสองเริ่มเปลี่ยนไป  จากป่าเขาเริ่มเป็นแปลงสวนสมุนไพร  ดอกไม้ใบหญ้าที่ต้องมีคนดูแล  จนมาหยุดที่หน้าหอสูงแห่งหนึ่ง    แม้จะสูงไม่เท่าหอหลันฮัวแต่ก็มีความงดงามกว่ามากด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและสงบ   ดูจากสภาพภายนอกแล้วไม่น่าจะมีใครอยู่   เพราะไม่มีโคมไฟติดเรียงรายที่หน้าหอ   แปลงดอกไม้แปลงสมุนไพรก็มีหญ้าวัชพืชขึ้นแซม

 

ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆเพื่อสำรวจความปลอดภัยก่อนหันกลับไปหาร่างโปร่งที่กำลังมีสีหน้าครุ่นคิด

 

"แม่นางไป๋...ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?"

 

"กำลังคิดว่า...ท่านต้องการเจรจาเรื่องใดกันจึงมาในที่แสนไกล"ไป๋ชงยิ้มบางๆและรู้สึกว่าไม่น่าฝืนเร่งพลังตามเลย   ตอนนี้รู้สึกร้อนวูบๆชอบกล

 

"ข้าเพียงอยากให้เจ้าได้เห็น...หอชมดาวเมิ่งกั๋ว"

 

"หอชมดาวเมิ่งกั๋ว..  คงเป็นสถานที่สำคัญต่อท่าน"

 

"ใช่แล้ว...สถานที่สำคัญให้คนสำคัญ"หยางเฟยยิ้มพรายให้ร่างโปร่ง   ใต้เงาจันทร์เช่นนี้ทำให้ดูเหมือนภูตผีนัก...แต่ก็เป็นภูตที่ขโมยดวงใจหญิงสาวได้ง่ายๆ

 

"ท่านกล่าวหนักไปแล้ว..."แต่รู้สึกอุ่นวาบที่พวงแก้ม  ...หวังว่าเขาคงไม่สังเกต

"ทำตัวตามสบายเถอะ...ชงยี้"

 

"ใครกันชงยี้...?"ไป๋ชงเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็สังหรณ์ใจไว้แล้ว

 

"เจ้านั่นแหละชงยี้...เจ้าน่าจะมีชื่อเล่นบ้างนะ  เรียกแซ่พร้อมชื่อตลอดมันเหินห่าง"

 

"เรียกข้าว่าแม่นางไป๋...ก็มิผิดธรรมเนียมใด"อาไป๋หันไปมองดวงจันทร์ที่เต็มดวงสุกปลั่งในตอนนี้   แล้วถอนหายใจ...   มีผู้ชายที่ไหนที่จะดีใจกับเรื่องแบบนี้?

 

"ไปเถอะชงยี้...ข้างบนงามกว่านี้ยิ่งนัก..."บอกว่าอย่าเรียกแบบนั้น...ไม่ฟังคนอื่นบ้างเลยเชียว

 

"ข้าพึงใจที่จะยืนชมอยู่ตรงนี้  โบราณว่า...จะมองอะไรอยู่ที่ใจทั้งนั้น..."

 

"ข้าคงต้องตามใจเจ้า...ถ้าเจ้าจะเอ่อ..."

 

"อะไรหรือท่าน?"

 

"กลัว...จนมิกล้าขึ้นไปกับข้าสองต่อสอง"

 

"ข้ามิได้กลัว...เพียงแต่มัน..."ไป๋ชงนึกจะต่อด้วยคำพูดที่ว่า ในยามวิกาลชายหญิงไม่ควรที่จะอยู่ตามลำพัง ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าตนเองเป็นหญิงนางโลม....นึกไปนึกมาก็ไม่ได้เป็นทั้งนางโลมทั้งหญิง..   แล้วมีเหตุใดที่ต้องกลัว?

 

"ไม่เหมาะ...สม"หยางเฟยยิ้มอย่างคนรู้ทัน

 

"ขอโทษด้วยที่ข้าไม่ให้เกียรติเจ้าเลย...งั้นเรานั่งคุยกันตรงก็ย่อมได้  เกรงแต่ว่าชุดสวยของเจ้าจะเปรอะเปื้อนก็เท่านั้น"

 

"งั้นขึ้นไปเถอะ...ข้าก็มีเรื่องจะบอกท่านเช่นกัน"ไป๋ชงบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังหลังจากนิ่งเงียบไปนาน  ร่างโปร่งตัดสินใจแล้วจะเป็นอย่างไรคืนนี้เขาก็ต้องบอกความจริงให้จงได้

 

หยางเฟยนำทางเข้าไปในหอชมดาว   บรรยากาศข้างในไม่ผิดกับข้างนอก  อบอุ่นและสงบใจ   ตกแต่งอย่างเรียบง่าย    ทั้งสองคนเดินขึ้นมาจนถึงชั้นบนสุด   หยางเฟยจุดไต้ที่พกติดตัวมากับเชิงเทียนเล็กๆหนึ่งเดียวที่ผนังห้อง   เผยให้เห็นว่ามีเตียงว่างอยู่ริมห้อง และโต๊ะที่มีกองกระดาษพู่กันวางอย่างเรียบร้อยตั้งอยู่กลางห้อง   นอกจากเก้าอี้อีกตัวหนึ่งแล้วไม่มีอะไรอื่นอีก   แม้แต่หน้าต่างหรือประตูออกระเบียงที่จะให้ดูดาวก็ไม่มี  

 

น่าขำ...นี่นะหรือหอชมดาว?

 

"เจ้าคงคิดล่ะสิว่าไหนกัน  ว่าเป็นหอชมดาว"หยางเฟยเดินไปที่มุมห้องดึงเชือกสีดำเก่าที่เร้นตัวอย่างกลมกลืนไปกับม่านห้อง   เสียงกึงกังของกลไกที่ไม่ได้ทำงานมานานร้องประท้วงลั่น   ไป๋ชงรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นเบาๆ   และเงารางเลือนบนพื้นห้องของตนเองนั้นก็เข้มขึ้นอย่างสังเกตได้

 

หลังคาห้องกำลังแยกออกจากกัน...

 

หลังคาแยกออกจากกันโดยสมบูรณ์มิได้ทะลุเป็นรูหรือพังทลายแต่แยกออกจากกันเป็นสองส่วน   ไป๋ชงเงยหน้ามองดวงจันทร์ที่บัดนี้อยู่ตรงหัวพอดี   แสงสีเงินยวงของมันตกมาใส่คนในห้องอย่างอ่อนโยน

 

"อัศจรรย์ยิ่งนัก...หอคอยนี้ของท่านหรือ?"

 

"ไม่ใช่หรอกชงยี้...หอนี่เป็นของอาเก้าที่สร้างให้ภรรยาของท่าน  อาสะใภ้ของข้าชอบดูดาวมากและจดบันทึกตำแหน่งดาวไว้เสมอ..."หยางเฟยพูดแล้วเงียบไป...  แววตาที่คมกล้าบัดนี้หม่นลงเล็กน้อย

 

"ท่านคงรักและอาลัยที่แห่งนี้เกินกว่ามาอาศัยอยู่สินะท่าน?"คล้ายพูดประชดแต่น้ำเสียงของไป๋ชงมิได้สื่อความเช่นนั้น  มันอ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจ   หยางเฟยยืนมองใบหน้าหวานที่เงยมองฟากฟ้าและยิ้มกลับมาให้เขาอย่างอบอุ่น   มีไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ที่จะเข้าใจสาเหตุที่ท่านอาเก้าของเขาไม่มาอยู่อาศัยที่นี่   แต่ท่านก็ส่งคนมาดูแลสม่ำเสมอและมาเยือนบ้างบางโอกาส....ในบางเวลาที่หวนคำนึง

 

"ท่านจะจ้องข้าทำไม?"

 

"เพราะ...?"หยางเฟยก็ยังตอบไม่ได้  เพียงแต่รู้ว่าอยากจะมองไปนานแสนนาน

 

"ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?"

 

"ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้าว่าเจ้าจะไปไหนหลังจากนี้น่ะ ชงยี้"

 

"ข้า..."

 

"กับของสิ่งนี้..."หยางเฟยยื่นห่อแพรเล็กๆให้ร่างตรงหน้า   ไป๋ชงยิ้มอย่างดีใจ   ทำไมนะแค่ชงยี้ยิ้มให้แค่นี้   ข้าถึงรู้สึกพึงใจนักหนา...แต่ในใจร่ำร้องว่ายังไม่เพียงพอ....ดั่งกระหายน้ำคอแห้งผาก   น้ำเพียงจอกมิสามารถดับได้  เขาต้องการอะไรสักอย่างที่มากกว่านี้...มาดับกระหาย  คลายความร้อนรุ่มที่ก่อตัวอย่างรุนแรงภายในแต่เขายังตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันที่เขาต้องการ...

 

+++++

 

คฤหาสน์ตระกูลหนาน

 

ห้องโถงเล็กที่ตกแต่งอย่างงดงามด้วยของมีค่าจากแดนไกล   บัดนี้มัวหมองไปด้วยอารมณ์ที่คุกกรุ่นของเจ้าของห้อง

 

"เจ้าบอกว่าคนร้ายมีสามคนงั้นรึ?"เหล่าลูกน้องมองหน้ากันเลิกลั่ก  คนที่น่าจะเป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่หวาดหวั่นด้วยรู้จักอารมณ์ผู้เป็นนายดี

 

"ขอรับท่าน...บ่อนเราสามแห่งสองแห่งถูกเผาและกวาดเงิน   อีกแห่งถูกกวาดเงินไปเฉยๆขอรับ"

 

ฝ่ามือแกร่งตวัดลงแก้มผู้รายงานอย่างฉับไว  แรง เร็ว

 

เงียบ...

 

เลือดไหลซึมออกมุมปากเป็นครั้งที่สองแล้ววันนี้

 

"เหวินจั๋ว...เจ้าพูดว่าเฉยๆงั้นเหรอ?   เจ้ากับลูกน้องตั้งเป็นสิบเจ้าบอกว่ามันมีกันแค่สามคน...  แต่เจ้าก็ยังปล่อยให้มันกวาดเอาเงินของข้าไปทั้งสามบ่อน  แล้วยังเผาทิ้ง ไปเฉยๆใช่ไหม?"ผู้พูดทำท่าจะง้างมือตบให้สาแก่ใจอีกแต่คราวนี้   เหล่าลูกน้องที่ก้มหน้าอยู่ห่างๆต่างกรูกันเข้ามาคุกเข่าอ้อนวอนใกล้กับหัวหน้าของพวกตน

 

"ลงโทษพวกข้าเถิดครับ...คุณชายหนาน  ลงโทษพวกข้า...หัวหน้าหลงไม่ผิด ลงโทษพวกข้าเถิดขอรับ"ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหรือคุณชายหนานที่พวกเขาเรียกกันยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

 

"เจ้าเป็นเจ้านายหรือข้ากันที่เป็น?  มาออกคำสั่งข้างั้นหรือ?  ดี! ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทั้งหมด"

 

"คุณชายหนานขอรับ...  ข้าน้อยขอรับผิดไว้เพียงผู้เดียว  เป็นเพราะข้าดูแลลูกน้องและจัดการไม่รอบคอบ  ทำให้ท่านต้องสูญเงินและบ่อนไป  โปรดลงโทษข้าเถิด"

 

"หัวหน้าหลง...."

 

"ถอยไปนะพวกเจ้า...  ถ้ายังเห็นข้าเป็นหัวหน้าอยู่"เหล่าลูกน้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว   หาใช่เพราะความเกรงกลัวแต่เป็นเพราะเคารพหัวหน้าที่กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า   ไหล่บางๆสะท้านขึ้นลงตามแรงหายใจ  ด้วยความโกรธ...   หนาน ยี่ถงคลี่ยิ้มหนักๆ  มือแกร่งข้างหนึ่งจับคางมนบิดขึ้นมองหน้า   แรงที่กดลงไปนั้นเรียกความเจ็บปวดได้ไม่น้อยแต่กลับไม่มีเสียงร้องขอความเมตตาเลยสักนิดเดียว

 

แววตาเด็ดเดียวเงยขึ้นสบตาผู้เป็นนาย   เลือดแห้งจากมุมปากจรดปลายคางโดยมิได้เช็ดออกซ้ำรอยเดิม   ดวงตาคู่นี้ที่จ้องมองมาตั้งแต่เด็ก  ตั้งแต่เริ่มจำความได้...   บ่าวคนนี้ก็อยู่ข้างกายมาตลอด   บ้านที่กว้างใหญ่นี้คนที่รู้ใจมากที่สุดกลับมิใช่บุพการีแต่เป็นบ่าวที่ต้อยต่ำคนนี้...

 

หลงเหวินจั๋ว

 

"หึ...รักกันดีนะ  เจ้าพวกนี้  ในเมื่อเจ้าอยากรับผิดคนเดียว  เหวินจั๋ว..."หนาน ยี่ถงสะบัดปลายมือทิ้ง  หน้าของหัวหน้าองครักษ์หันไปอีกทางทันที 

 

"ไปรอที่ห้องข้าคืนนี้  เหวินจั๋ว...  จำไว้ว่าชะตากรรมนี้เจ้าเลือกเอง"

 

ค่อยยังชั่ว...ค่ำคืนนี้เขามีของเล่นแทนนางหงส์แล้ว

 

หนาน ยี่ถงเดินออกไปจากห้องโถงเล็ก   ทิ้งไว้เพียงมวลอากาศที่หนักอึ้งเบื้องหลัง

 

"หัวหน้าหลง...พวกข้าสะเพร่าเองต่างหากท่านไม่ต้องมารับผิดแทนพวกข้าเลยแม้แต่นิด"

 

"พวกเจ้าพูดเรื่องอะไร...   ข้าผิดเองนั่นแหละ  อย่ามาคร่ำครวญรับผิดแทน  มันน่ารำคาญถ้าสำนึกจริงก็เอาเวลาไปสืบหาตัวคนร้ายมาแก้ความผิดดีกว่า"

 

"แต่ว่า..."หนึ่งในลูกน้องจะโต้แย้งขึ้นมา

 

"ข้าต้องไปแล้ว...ช้าจะโดนหนักขึ้นไปอีก"

 

หลง เหวินจั๋วเดินออกไปจากห้องโถงเล็กโดยมีสายตาชื่นชมปนรู้สึกสำนึกผิดมองตามหลัง   เหล่าลูกน้องในอาณัติของตระกูลหนานมองหน้ากันแล้วพากันเดินออกมาจากห้องโถงนั้น   ไปด้านนอกและที่พักของตนเองที่เรือนเล็ก  ตลอดระยะทางไม่มีใครกล่าวอะไรจนเมื่อใกล้จะถึงเรือนเล็กที่ไม่ได้เล็กตามชื่อ   ห้องดื่มน้ำชารวมจุดไฟไว้สว่างไสว

 

"คราวนี้หัวหน้าหลงจะนอนซมไปสักกี่วันนะ?"หนึ่งในองครักษ์เปิดประเด็น

 

"อืม..."ที่เหลือไม่ตอบเพราะไม่สามารถคาดเดาได้

 

"คราวที่แล้วหัวหน้าหลงก็นอนซมไปสามวัน...ถามว่าถูกลงโทษอะไรมาก็ไม่ยอมตอบ"องครักษ์คนเดิมยังไม่ลดละ

 

"เจ้าน่ะเพิ่งมาใหม่...  หัวหน้าหลงน่ะถูกลงโทษมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว   ยังไม่มีใครรู้เลยว่าถูกทำโทษยังไงบ้าง   และหัวหน้าหลงเองก็ไม่เคยปริปากบ่นด้วยซ้ำ"

 

"ระดับฝีมือย่างหัวหน้าหลงไปที่ตระกูล สำนักไหน เขาก็รับทั้งนั้น  แถมหน้าตายังสำอางสะสวย"

 

"เฮ้ย...ถ้าหัวหน้าหลงมาได้ยินเข้า   ต่อให้ป่วยซมแค่ไหนก็ฆ่าเจ้าให้ได้แน่นอน"

 

"แต่ตอนนี้หัวหน้าไม่อยู่นี่...ข้าจะระวังแล้วกัน   หรือพวกเราควรจะย้ายตระกูลดี...?"

 

"ข้าไม่ไป.."

 

"เออ...ใช่ข้าก็ไม่ไป"เสียงปฎิเสธดังขึ้นพร้อมกันในห้อง

 

"ข้าก็พูดไปงั้นแหละ...  ถ้าหัวหน้าหลงอยู่ที่นี่ข้าก็จะอยู่   มันคือเหตุผลเดียว"

 

"แต่ไม่รู้ว่าอะไรถึงทำให้หัวหน้าอยู่ที่นี่นะ?  ทำร้ายขนาดนั้น  ข่มน้ำใจก็ขนาดนั้น"

 

"ข้าอยู่ที่นี่มานานยังไม่รู้เลย   เห็นว่าเคยเป็นเพื่อนกันตอนเด็กๆแต่ก็ไม่แน่ชัดนัก"ทั้งห้องเงียบลง   ทั้งหมดมีความคิดที่คล้ายๆกันผุดวาบขึ้นมา  นี่ขนาดเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กๆ  ยังรุนแรงขนาดนี้?

 

"อีกไม่กี่เดือนหัวหน้าหลงก็จะแต่งงานแล้ว   น่าจะมีเรื่องยินดีเกิดขึ้นสิ   นี่อะไรกลับมาถูกลงโทษ"

 

"ก็จะเพราะใคร?  ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรา"

 

"แต่พวกมันวรยุทธสูงมากจริงๆนี่   ขนาดหัวหน้าหลงเองก็เกือบจะพลาดท่าให้เหมือนกัน  แล้วพวกเราเป็นใคร?"เหล่าองครักษ์นั่งดื่มน้ำชากันที่ห้องนั่งเล่นรวมจนเวลาล่วงไปค่อนคืน  จนองครักษ์คนหนึ่งกล่าวขึ้นมาเบาๆท่ามกลางความเงียบที่ดำเนินมาหลายชั่วยาม

 

"ไม่ต้องรอหัวหน้าหลงหรอก...รุ่งเช้านั่นแหละถึงจะกลับมา"ไฟในห้องนั่งเล่นดับลง  ทุกคนแยกย้ายไปนอนที่ห้องของตนพร้อมกับทอดถอนใจ

.

.

.
....

......

.........

ห้องของหนาน ยี่ถง

 

แสงเทียนนวลส่องไปทั่วห้องที่ตกแต่งอย่างหรูหราแต่ไร้ชีวิตชีวา  สีสันของห้องแม้จะดูออกว่าถูกเลือกมาอย่างบรรจงแต่กลับไม่ได้ช่วยให้ห้องนั้นน่าอยู่ขึ้นเลย   ของทุกอย่างในห้องนี้แม้ว่าจะเป็นของมีราคาแต่แทบจะไม่ได้รับการชื่นชมจากเจ้าของห้องเลยแม้แต่น้อย  

 

หลงเหวินจั๋วนั่งคุกเข่าอยู่ในห้อง   พลางจมอยู่ในความคิดของตนเอง....   เมื่อไรกันที่คุณชายเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้?  เมื่อไรกัน? เขาเฝ้าถามตัวเองทุกวันแล้วทุกวันเล่า  ดวงตาคมที่เคยร่าเริงสดใสกลายเป็นเย็นชา   ใบหน้าที่ยิ้มแย้มกลายเป็นหยิ่งทระนงดูถูกคนอื่น   เปลี่ยนไปแม้กระทั่งกับคนรอบตัว

 

มันเมื่อไรกัน?

 

เขาจมอยู่ความคิดเหล่านี้  เวียนวนกลับไปกลับมาในหัวจนไม่ได้สังเกตว่าร่างสูงมาหยุดยืนตรงเบื้องหน้าแล้ว

 

"คิดถึงย่งจีเมียในอนาคตของเจ้าอยู่หรือไง?"เสียงประชดประชันอย่างเย็นชาดังขึ้นตรงหน้า  เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ

 

"หามิได้ขอรับ  ข้าเพียงนึกถึง...เอ่อ   ช่างมันเถอะขอรับ"จะตอบได้อย่างไรว่าเขานึกถึงเรื่องของคนตรงหน้า   หนาน ยี่ถงจ้องมองร่างที่กำลังคุกเข้าตรงหน้านิ่ง   ดวงตาเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นบ่าวจ้องมองกลับมา   เขาเดินไปนั่งที่เตียงไม้ที่ฉลุเฉลาลงมุกงดงาม   เอนกายนิดๆบนหมอนปักลายวิจิตรก่อนออกคำสั่ง

 

"ลุกขึ้นสิ...เจ้าก็รู้นี่ว่าต้องทำอย่างไร"หลงเหวินจั๋วลุกขึ้นช้าๆ  ดวงตาที่เด็ดเดี่ยวนั้นพลันว่างเปล่า

 

หนาน ยี่ถงยิ้มเหี้ยมเกรียม....

 

+++++

 

แสงจันทร์ตรงหัวสุกปลั่ง...ไป๋ชงยิ้มดีใจที่ได้แพรห่อนั้นมาไว้ในมือ  หากแต่ยังไม่แกะออกดู   เขาลอบมองสีหน้าของบุรุษที่อ้างว่าชื่อหยางเฟยตรงหน้า 

 

 ต่างคนก็ต่างมีความลับ

 

"ท่านมาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้อย่างไร?"

 

"อืม...อยากรู้สินะ?"

 

"เกี่ยวข้องกับบ่อนสามบ่อนของคุณชายหนานหรือไม่?"หยางเฟยคลี่พัดด้ามงามออกมา  ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเช่นนี้  อ่านบทกวีบนพัดได้ชัดยิ่งกว่าแสงเทียนเสียอีก   ไป๋ชงมองพัดด้ามนั้นแล้วกล่าวต่อไป

 

"แล้วยังพัดเล่มนั้นอีก?"

 

"ยังหรอกท่าน  ยังไม่จบคำถาม ‘หยางเฟย'เป็นนามแฝงของท่านใช่หรือไม่   และท่านเป็นใครกันแน่?"

 

"เจ้านี่อยากรู้ไปหมดเลยนะชงยี้"

 

"ท่านจะหาว่าข้า...สอดรู้หรือไร?"

 

"มิได้...ข้าจะตอบคำถามเจ้า  ทีละข้อนะแต่กลับกันข้าก็จะถามเจ้ากลับเช่นกัน"ไป๋ชงเดินมานั่งที่เก้าอี้กลางห้องเพื่อเตรียมฟังเรื่องราวที่จะพรั่งพรูมาจากชายผู้นี้  แม้ว่า...จะไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดแต่เขาก็พร้อมที่จะเชื่อ...

 

"ข้อแรกการที่ข้ามีเงินมากมายขนาดนั้นเป็นเพราะว่าเงินเหล่านั้น  ข้าปล้นเขามา"ไป๋ชงหุบยิ้มอย่างงงๆ

 

"ซึ่งสัมพันธ์กับข้อสองเพราะที่ที่ข้าไปปล้นนั้นก็คือ บ่อนทั้งสามที่อยู่นอกเมืองของตระกูลหนาน  อย่าเพิ่งขมวดคิ้วสิ...ชงยี้  ข้านำเงินมาเพียงบางส่วนเท่านั้น   นอกนั้นข้านำไปแจกจ่ายให้กับครอบครัวของชาวบ้านที่นำเงินมาเล่นการพนัน  แล้ว..."

 

"เผาทิ้ง?"

 

"อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่มีที่เล่นไปสักระยะ   จะห้ามชาวบ้านให้เด็ดขาดก็คงจะยากเพราะเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องของจิตสำนึก..."

 

"แต่ท่านก็ปล้นเผา  เอาเงินมาซื้อนางโลมไม่ใช่รึไร?"

 

"อืม...ก็เพราะว่ามาช่วยเจ้านั่นแหละ ชงยี้"หยางเฟยหยอดคำหวาน   ไป๋ชงสะอึกเล็กน้อยเพราะเอามาซื้อตัวเขาจริงๆ

 แต่ก็พร้อมที่จะย้อนตอกกลับไปบ้าง

 

"ท่านผ่านไปที่ไหนก็ช่วยเขาไปหมดหรือไร?"อยู่ๆความคิดนี้แล่นขึ้นมาในหัวของไป๋ชง   เขาช่วยข้าไม่ได้หมายความว่า  เขาช่วยคนอื่นไม่ได้นี่  หากว่ายิ่งเป็นสาวงามแล้ว...คงจะช่วยไปเสียทุกคนหรือเปล่านะ   ความคิดนี้ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน...ไป๋ชงหนอไป๋ชงอะไรทำให้เจ้ามีความคิดแย่ๆอย่างนี้?

 

"เจ้า...ไม่ชอบหรือ?"หยางเฟยแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์   เมื่อคิดว่าร่างโปร่งตรงหน้านี้อาจจะเกิดอาการ...หึง

 

"เปล่า...ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามอีกข้อ..."ไป๋ชงรีบเสไปทวงคำถามอื่น

 

"...พัดนี้น่ะหรือ   ข้ามีเป็นคู่  อีกเล่มหนึ่งอยู่ที่เจ้า   เจ้าไม่ต้องคืนข้าหรอกนะ   บทกวีที่เขียนอยู่บนนั้นเป็นบทต่อกัน"

 

"เห็นทีคงจะไม่ได้...  พัดด้ามนี้คงมีราคามากอยู่  ของมีค่าเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกท่าน..."ไป๋ชงหยิบพัดที่เก็บไว้ที่เอวส่งคืน  แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าช้าเป็นเชิงปฏิเสธ

 

"ข้อสี่ห้าข้าขอรวบตอบในข้อเดียว  ถูกต้องว่านามที่แท้จริงของข้าไม่ใช่หยางเฟย...  ส่วนข้าเป็นใครนั้น...ข้าบอกได้เพียงว่าตัวข้าไม่ได้อยู่ทั้งบนฟ้าและบนดิน  ใต้หนึ่งเหนือแสน"

 

ไป๋ชงมองหน้าที่คมคายของชายหนุ่มอย่างครุ่นคิด  กำลังล้อเล่นอยู่หรือไร?  ใต้หนึ่งเหนือแสนน่ะมัน...ไม่น่าจะเป็นไปได้...    เมื่อหยางเฟยเห็นคิ้วเรียวยาวขมวดมุ่นด้วยความสงสัยจึงรีบเบี่ยงเบนความสนใจ

 

"ข้าถามเจ้ากลับบ้างดีกว่า...เจ้าจะไปไหนต่อ?"

 

"ข้าเอ่อ...อาจจะฟังดูพิลึกแต่ข้าอยากจะไปตามหาชาติกำเนิดของข้า...   แม้ว่ามันอาจจะต้อยต่ำหรืออย่างไรก็ตาม"

 

"เกี่ยวกับของในห่อนั้นด้วยใช่รึไม่?"ไป๋ชงกระชับห่อนั้นเข้าหาตัวแน่นเข้าและพยักหน้าน้อยๆ

 

"อืม...ทำไมเจ้าถึงมีวรยุทธ์?"ไป๋ชงอึกอักเล็กน้อย

 

"ข้าบังเอิญได้คัมภีร์วรยุทธ์มาจากอาฮัวโดยบังเอิญแต่คัมภีร์มีแค่บางส่วน...ข้าเลยฝึกได้ไม่เต็มที่"

 

"เจ้าอยากฝึกต่อไหม?"

 

"ท่านจะสอนข้าหรือ?"หยางเฟยพยักหน้าช้าๆอย่างมั่นคงเพื่อเป็นการย้ำ   ร่างโปร่งคลี่ยิ้มกว้าง  พวงแก้มเนียนเจือสีชมพูอ่อน

 

"ท่านถามข้าได้อีกหนึ่งข้อ"ไป๋ชงพูดอย่างอารมณ์ดี   หยางเฟยเดินเข้ามาประชิดร่างบางที่โต๊ะหนังสือ   ชายหนุ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางมือไวยกคางมนขึ้นเชยแสงจันทร์    ไป๋ชงมิได้ขัดขืนแต่อย่างใดปล่อยให้มือแกร่งไล้ปลายคางอย่างนุ่มนวล   ยังนำความรู้สึกดีๆมาให้

 

งามเหลือเกิน...หยางเฟยรำพึงกับตัวเอง

 

สิ่งนี้ที่ข้าทนทรมานจากความคิดถึง...  บัดนี้ข้ากำลังจะได้ไว้ในมือ

 

เพียงเจ้าเท่านั้น ข้าไม่ขออะไรอีก...

 

ดวงตาโศกเชื่อมแสงหรุบลงด้วยความอาย   เพราะสายตาที่คมกล้าของชายหนุ่มมองตรงลงมาอย่างเปิดเผย   ทั้งอ่อนโยนและร้อนแรง  ริมฝีปากอ่อนนิ่มถูกเข้าจับจองโดยร่างสูงผิดกับครั้งแรกที่ชายป่าแห่งนั้น   ตอนนั้นไป๋ชงไม่สามารถโต้ตอบหรือขัดขืนได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มละลาบละล้วงความหวานอย่างจาบจ้วง    ครานี้เขามีโอกาสและเรี่ยวแรงที่จะขัดขืนได้ทุกขณะแต่ลมหายใจอุ่นซึมแทรกในทุกอณูเนื้อ  

 

ร้อน...

 

รุกราน...

 

เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ...

 

ทำให้เขารู้สึกดีเหลือเกิน

 

หากแต่ร่างบางก็พยายามฝืนเม้มริมฝีปากไว้ให้ได้นานที่สุด   เพราะรู้ดีว่าอย่างไรก็ตามลิ้นร้อนต้องแทรกสอดเข้ามาจนได้แน่นอนแต่ถึงอย่างไรก็ขออย่าให้เลยเถิดไปมากกว่านี้เลย...    เขาตระหนักรู้...มันก็เป็นแค่คำภาวนาที่ถูกทอดทิ้ง   ลิ้นอ่อนนุ่มและร้อนแทรกตัวเข้ามาอย่างดื้อดึง 

 

พันวน

 

บดขยี้

 

รุนแรงดั่งพายุจนยากจะดับ...

 

เมื่อรู้สึกตัวอีกทีร่างทั้งร่างของตัวเองก็ลอยหวือไปนอนบนเตียงริมห้องเสียแล้ว   หยางเฟยอาศัยจังหวะที่ร่างในอ้อมกอดตกใจ  เล็ดลอดเข้าไปชิมความหวานข้างในอีกครั้ง

 

ละเลียด...อุ่น...อ่อนหวาน...

 

ไป๋ชงยังมิทันปริปากบ่นที่ตนถูกยกมาที่เตียง  ก็ถูกปิดปากเป็นครั้งที่สอง  ไม่รู้นานเพียงใดแล้ว...ชายหนุ่มยังมิได้ถอนปากเสียที   มือแกร่งกลับเลื้อยลามไปทั่วแผ่นหลัง  แม้จะมีร่มผ้ากั้นแต่ก็บางเฉียบเนียนลื่นส่งเสริมให้สัมผัสนั้นรัญจวนยิ่งกว่า  ส่วนอีกข้างโอบกอดรั้งตัวร่างบางให้มาชิดแน่นกับอกกว้าง  

 

แน่นดังศิลาทว่า...อุ่น

 

ไม่มีทางหนี...

 

ปิ่นหยกแดงถูกปลดออกอย่างนุ่มนวล   ช่อผมทิ้งตัวสลวยคลี่ลงมาเคลียแก้มเคลียบ่า   ผมนั้นลื่นมือจนคนกอดอดไม่ได้ที่จะถอนจูบไปซุกเรือนผมหอม    ร่างบางเห็นเป็นโอกาสที่จะได้พูดปรามจึงรีบฉวยเอาไว้

 

"ท่าน...หยุดเถอะ   ข้า...ไม่ อยา"ปลายลิ้นที่หยอกเย้าปลายคางกระชากเสียงหายไปสิ้น

 

"อืม..."คนตรงหน้าได้แต่คำรามในคอต่ำๆเป็นเชิงรับรู้   และเลื่อนปลายลิ้นลงต่ำที่ติ่งหูนิ่มละไล้มาถึงซอกคอระหงจนถึงลาดไหล่   เสื้อนอกของไป๋ชงถูกแหวกจนไปกองที่ต้นแขน  ลิ้นร้อนลากผ่านไปทางใดก็รังแต่จะสร้างรอยระเรื่อสีชาดทิ้งไว้   สร้างความรู้สึกซ่านเสียวในแต่ละจุดที่ผ่าน

 

ดั่งสติจะหลุดลอย...

 

รุ่มร้อนเฉกไฟสุม...

 

เสื้อนอกสีฟ้าอ่อนถูกโยนไปกองที่พื้น  กว่าไป๋ชงจะระลึกได้ว่านั่นคือเสื้อของตนเองก็เกือบสายไป

 

"ท่านหยางเฟย !!!ท่านยังไม่ถามข้าข้อหนึ่งเลยไม่ใช่หรือ?"ตอนนี้ทำได้เพียงถ่วงเวลาเท่านั้น   ปลายนิ้วกร้านจ่ออยู่ที่สายเสื้อเอี๊ยมชั้นใน  หากออกแรงกระตุกเท่านั้น  ปมก็คลายได้โดยง่ายแต่ชายหนุ่มก็ยอมหยุดชะงักเล็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู

 

"นั่นสินะ...ข้าลืมได้อย่างไร?"เขาคว้าร่างบางเข้าโอบกอดแน่นกว่าเดิมแล้วกระซิบที่ริมหู

 

"เจ้าเป็นของข้าได้รึไม่?   ชั่วฟ้าดินสลาย..."เสียงทุ้มแผ่วเบาแต่มั่นคง   บ่งบอกถึงความตั้งใจและหมายความเช่นนั้นจริง    ไป๋ชงหายใจไม่ทั่วท้อง   เขาปล่อยให้เหตุการณ์ล่วงเลยมาอย่างนี้ได้อย่างไร   เสียงของหลิงจูดุจลอยมาจากที่ไกลๆ  เป็นประโยคที่ก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวของเขาตอนนี้

 

----รู้ทีหลังมันเจ็บนะพี่ไป๋----

 

นั่นสินะ...

 

เขา...กำลังทำอะไรอยู่   หลงระเริงไปกับคำหวาน  เพลิดไปกับรสสัมผัสที่เขามอบให้  หลงดวงตาที่อ่อนโยนทอประกายจริงจัง   ไป๋ชงเอ๋ย...เขามิได้เห็นตัวจริงของเจ้าสักหน่อย   ดวงตาที่เจ้าเห็นมิได้ทอดมาให้เจ้า   รสสัมผัสที่อ่อนหวานนั้นก็มิได้ให้เจ้าชิม   ความอ่อนโยนที่เขามอบก็มิได้เพื่อเจ้าแต่เพื่อสตรีที่ชื่อไป๋ชงนางคณิกาลือลั่นนั่นต่างหาก

 

ใช่แล้ว...

 

เขามองข้าในฐานะผู้หญิง

 

ผู้หญิง

 

ผู้หญิง

 

ผู้หญิง

 

ที่ตรงนี้ควรจะเป็นของผู้หญิงดีๆสักคน  ยิ่งถ้า ‘ใต้หนึ่งเหนือแสน'เป็นจริงอย่างที่เขาเข้าใจ

 

ที่ตรงนี้ต้องไม่ใช่เขา 

 

ที่ตรงนี้ต้องไม่ใช่...เขาอย่างเด็ดขาด

 

"ชงยี้  ทำไมไม่ตอบข้าล่ะ?"ร่างสูงโน้มใบหน้ามาแนบริมฝีปากกับแก้มเนียน   ไป๋ชงรวบรวมคำพูดและพยายามเค้นออกมาสุดความสามารถ  ความรู้สึกหวามไหวเอ่อล้นในอก  แม้ยินดีในรสหวานเมื่อแรกลิ้นกลับข่มปร่ายามกล้ำกลืน

 

"ท่านหมายถึง...เป็นภรรยาของท่าน?"มือแกร่งไล้แก้มแผ่วเบา  หน้าผากกับหน้าผากแนบกัน

 

"ถ้าจะเรียกเช่นนั้น...  ข้ายินดีที่จะมีเจ้าเพียงหนึ่ง"น้ำใสเอ่อท้นขึ้นมาในสองหน่วยตาคู่งาม   ไป๋ชงผินหน้าไปทางอื่นก่อนที่ร่างสูงจะได้เห็นหยาดนั้นระริน

 

"ข้าทำไม่ได้..."ประโยคสั้นที่เบาไม่หย่อนกว่าเสียงกระซิบทำลายความรู้สึกหอมหวานที่คับพองในอกของหยางเฟยไปสิ้น   สองมือจากโลมไล้กลายเป็นบีบเค้นเพื่อหาคำตอบ

 

"ทำไม?...ชงยี้"ชายหนุ่มกระชากไหล่บางทั้งข้างออกห่างตัวเพื่อจะได้สำรวจใบหน้าให้ชัดเจน   แต่ไป๋ชงนั้นเอาแต่หันหน้าหนี   ยิ่งยั่วโมโหให้กับเขายิ่งนัก

 

"เจ้าตอบข้ามาสิ..ชงยี้"ร่างบางในมือยังนิ่งเงียบ   เขารู้สึกได้ว่าไหล่บางนั้นสะท้านเบาๆแต่ร่างนั้นยังนิ่งเงียบ

 

"หากว่าเจ้ามีสาเหตุอะไร...เราจะได้ช่วยกันแก้ไข  เจ้าบอกข้ามาสิ"

 

"ท่านแก้ไขอะไรไม่ได้.."ชายหนุ่มฉุนกึกขึ้นมาทันที

 

"เจ้ายังมิทันได้บอกว่าเพราะอะไรจะรู้ได้อย่างไรว่าแก้ไขไม่ได้   ...รึว่าเจ้ามีชายในดวงใจอยู่แล้ว?"ชายหนุ่มฉุกคิดขึ้นได้คงไม่มีสาเหตุอื่นอีกแล้วที่ทำให้นางหงส์ของเขาต้องปฏิเสธเขาอย่างนี้ 

 

                หากว่าเขารู้ว่าชายผู้นั้นเป็นใคร...  แค่ขอให้รู้เท่านั้นเถอะ

 

"มิใช่เช่นนั้น..."ไป๋ชงสูดลมหายใจแน่นเพื่อรวบรวมความกล้าหาญครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะบอกถึงความจริง   ถึงวันนี้ตัวต้องตายแต่ก็ขอตายโดยไม่โกหกใคร...

 

"หากแต่ว่าเป็นชะตาที่ฟ้าลิขิต   ให้ข้าเกิดมานั้นเป็น...ชาย"

 

เงียบ...

 

มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงเริงระบำอย่างเศร้าสร้อยในหอแห่งนี้    ท่ามกลางความเงียบกริบดุจดั่งรัตติกาลที่ไร้ดาว  คนสองคนนั่งประจันหน้ากันไม่ไหวติงบนเตียงไม้เก่าๆ

 

"เจ้าไม่.... ไม่ใช่น่า   ถ้าเจ้าจะปฏิเสธข้าก็ไม่ต้องใช้เหตุผลอย่างนี้ก็ได้"

 

"ข้าพูดจริง..." ดวงตาที่ขุ่นมัวด้วยน้ำตามองตรงมาที่ชายหนุ่ม  หากแต่เอ่อล้นมิได้ท่วมท้นออกมา   มือเรียวยาวกระตุกสายเสื้อเอี๊ยมชั้นในสีฟ้าครามลงช้าๆ   แผ่นอกเนียนเรียบแบนราบปรากฏแก่สายตาของร่างสูง   หยางเฟยเบือนหน้าหนีอย่างเจ็บปวด

 

"เจ้า...โกหกข้าทำไม?"

 

"ข้ามิได้ตั้งใจเพียงแต่ไม่มีโอกาส..."ไป๋ชงลุกขึ้นเหยียดตรง

 

"ข้าขอโทษ"ร่างบางพึงใจที่พูดคำนี้   เขาหยิ่งเกินกว่าที่จะขอความเห็นใจและแก้ตัวด้วยวิธีที่ทำให้ตนเองน่าสงสาร  

 

หากว่าผิดแล้ว..ลูกผู้ชายไยไม่ยอมรับผิด?

 

ไป๋ชงหันหลังให้กับร่างสูงตลอดเวลา   ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เห็นหยาดน้ำที่รินหลั่งอย่างช้าๆ เขาผูกเอี๊ยมเข้าที่เดิมและหันไปหยิบเสื้อนอกที่ถูกโยนทิ้งกองอยู่กลางห้องมาสวมใส่  น้ำเสียงสั่นพร่าแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยสะอื้นให้เขาสมเพช   ร่างบางหันหลังใส่เสื้อก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาที่แผ่นหลัง

 

"แผลนั่น...?"ชายหนุ่มกระซิบถามเพียงแผ่วเบาคล้ายรำพึงกับตนเอง   แม้ประหลาดใจกับรอยแผลที่กลางบั้นเอวของร่างบางแต่ความรู้สึกที่ว่าถูกหลอกลวงกลายเป็นเมฆหมอกมาบดบังสายตาไปสิ้น

 

"สำหรับเงินที่ท่านจ่ายไป  ท่านไปเอ..."

 

"ให้ข้าอยู่คนเดียว!"หยางเฟยตวาดขึ้นเบาๆ   ร่างบางไม่รีรอที่จะยืนอยู่ที่นั่นต่อแม้เพียงเล็กน้อย  ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะหาที่ไหนสักแห่งระบายน้ำตาที่อัดอั้น  อยากจะหาที่ไหนสักแห่งที่ลับตาเพื่อจะได้สะอื้นจนตัวโยน  ที่ไหนก็ได้ที่ชายคนนี้ไม่อยู่ และไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น   เขาเดินลับลงบันไดจากไป  น้ำตาหลากไหลพรั่งพรู  ก้อนสะอื้นพุ่งมาติดที่คอจนร้าวราน   หากแม้เปล่งเสียงพูดเพียงคำก็หมดสิ้นศักดิ์ศรี    ดังนั้นจึงไม่เอ่ยคำใด...  

 

ไม่แม้...แต่คำลา

 

"เจ้าช่าง...เลือดเย็นนัก"แม้แผ่วเบาแต่ก็ยังมิพ้นหูของไป๋ชงไปได้  ด้วยความที่ว่าอยากให้ได้ยิน   คำว่าเลือดเย็นนั้นกรีดลึกลงไปในใจและฝังตัวอยู่ในนั้นแนบแน่น  กลายเป็นแผลสดที่แม้แห้งหายตกสะเก็ดไปแล้วก็ยังเหลือแผลเป็นที่ฉกาจฉกรรจ์

 

เป็นแผลที่ต่อไปนี้ไม่มีวันจาง...

 

+++++

 

น่าหัวเราะ?

 

เฮยหลง องค์ชายที่ทั่วแคว้นต่างกล่าวขานร่ำลือถึงความปรีชารอบด้าน  ถึงสายตาที่เฉียบแหลม  ไม่ว่าจะกรีฑาทัพไปทิศใดก็มิเคยพ่ายแต่เขากลับ...มาปราชัยต่อบุรุษหน้าอิสตรี   ชายผู้ที่ช่วงชิงเอาสิ่งที่สำคัญที่สุดของเขาไป   สิ่งสำคัญที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้   สิ่งสำคัญที่คิดว่าไม่สามารถมอบให้ใครได้อีกแล้ว...

 

สวรรค์นี่ท่านเล่นตลกอะไร?

 

ไยฟ้าต้องลิขิตมาเช่นนี้   ข้าห้ามมิให้ฉางเล่อชอบอี้ชินแต่ตัวข้ากลับมากอดจูบกับผู้ชายเสียเอง...ถึงขั้นขอมาเป็นชายาด้วยซ้ำ   ช่างน่าอับอายเสียนี่กระไร  ข้าจะสามารถมองหน้าใครในแผ่นดินนี้ได้อีก?

 

ปิ่นหยกแดงสงบนิ่งอยู่ข้างกายก็จริง  แต่การอยู่ของมันเฉยๆก็ทำให้เจ็บอก...ยอกแปลบได้พิลึก   ร่างสูงหยิบมันขึ้นมาพินิจดู  เนื้อหยกแดงใสราคาแพงไม่มีตำหนิ  กลิ่นหอมจากเรือนผมสลวยยังตราตรึง   พาลให้นึกถึงเจ้าของที่เพิ่งจากไป  จากไปโดยไม่มีแม้แต่คำลา   มือแกร่งกำลังจะตวัดปิ่นนั้นหมายพินาศลงให้พ้นตาแต่ด้วยเสียงบางเสียงในใจสั่งห้ามไว้  

 

ใจหนึ่งอยากตัดขาด...แต่ใจหนึ่งก็ห่วงหา

 

เขาตัดสินใจเก็บปิ่นหยกแดงนั้นไว้

 

เพื่อเตือนใจ?

 

เพื่อทำร้ายตัวเอง?

 

เพื่อระลึกถึง?

 

เพื่อคำนึง?

 

เพื่ออะไร?

 

เสียงสองเสียงโต้เถียงเผ็ดร้อนสับสนวุ่นวาย   ทั้งที่โลกภายนอกกลับเงียบสนิทไร้เสียงหรีดเรไร   ดวงจันทร์เริ่มคล้อยตัวไปอีกทิศบ่งบอกถึงเวลาที่ล่วงเลยไปเนิ่นนาน  บทเพลงลมหวนกรีดร้องบาดผิวเนื้อกระหน่ำแทง    แต่เขาหาได้รู้สึกถึงสายลมพัดที่รุนแรงหรือน้ำค้างที่ลงอย่างหนัก...แม้เพียงนิด   เฮยหลงเอนตัวลงเตียงที่ว่างเปล่า  ไออุ่นของร่างที่เคยนั่งอยู่ที่ตรงนี้ยังตราตรึง

ดวงตาสีนิลคมกล้ามีแววของความเหนื่อยล้า 

 

เขาฟังเสียงใจทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างดุเดือดทั้งคืนจนผล็อยหลับไป

...

..

.

รุ่งเช้าเมื่อมังกรกลับไป...กลับไร้แล้วซึ่งแววหงส์

 

+++++

 

TBC

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตอนนี้ขออ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก
จะสอบแล้ว ยังจะมานั่งอ่านฟิค โฮกกกก เจริญญญ

พี่เฮขา เหมี่ยวจะบ้าตายกับตอนนี้
ทำไมมันเศร้าแบบนี้!!!!

"ชงยี้"

อ๊ากกกกกกกกกก ตอนนี้แล่ะที่อ๊ากมากกกกก
((ดีดดิ้น ทึ้งหัว))

ชงยี้ ชงยี้ ((ควอนจียง = ชงยี้))
อรั้ยยยยยยยยยย จะบ้าตาย เข้าใจตั้งชื่อเล่นให้นะองค์ชาย

หนานยี่ถงงงงงงงงงงงง ที่แท้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
มึงงงงงงงงงงงงงงงงงง อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก
หวังว่าจะเบาๆ หวังว่าจะไม่รุนแรงกับองครักษ์หน้าสวยนั่นนะเว้ย แอบคิดไปเองได้รึเปล่าพี่เฮ ตอนที่หลงเหวินจั๋วมันแอบคิดว่า อะไรทำให้คุณชายหนานมันเปลี่ยนไป เพราะมันบอกว่าแต่ก่อนหนานยี่ถงไม่ใช่คนแบบนี้ พอหนานยี่ถงพูดว่า "คิดถึงภรรยา"
แอบคิดได้มั้ยว่า หนานยี่ถงเปลี่ยนไปเพราะเรื่องนี้
แต่ไม่รู้ใจตัวเอง โฮกกกกกกกกกกกก
นี่โผล่มาอีกคู่ใช่มั้ย?


และแล้วความจริงก็ปรากกฏ โอ๊ยยยย เจ็บอ่ะ สงสารทั้งคู่เลย เขาก็บอกแล้วว่าเขาอยากจะบอกความจริงแต่ไม่มีโอกาส องค์ชายก็น่าจะฟัง แต่ก็นะ ใครมันจะไม่ตกใจ คนที่เราคิดถึง คนที่เรารัก คนที่เราขอเป็นภรรยา ....

..เป็นผู้ชาย

ทั้งๆที่รักกันแท้ๆ ต่างฝ่ายต่างรักกันมาก
แต่องค์ชายก็ยังเก็บปิ่นหยกแดงนั่นไว้นิ
ถึงจะผิดหวังที่โดนหลอกลวงยังไง ก็ตัดไม่ขาดหรอก คนที่พรากสิ่งสำคัญจากตัวเองไปน่ะ ถึงเค้าจะทำร้ายเรายังไง แต่ก็ลืมไม่ได้หรอกนะ ยิ่งทรมานเหอะ

เจ็บปวดดดดดดดดดด


อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก



"รุ่งเช้าเมื่อมังกรกลับไป...กลับไร้แล้วซึ่งแววหงส์"



เจ็บ!


ไม่จริง!!!


จุกอก!







ปล.ตอนนี้เหมี่ยวอ่านหนังสือจะสอบอ่ะพี่เฮ พอเข้ามาอัพบล็อกวันเกิดน้องซึง มาเห็นฟิค
โอ๊ะ หนังสืออออ ไม่อ่าน
มาอ่านฟิค


ปลล.เอาอีกๆๆๆๆ จะเอาตอนต่อไปนะคะ

#1 By kumameaw on 2008-12-12 02:51

เกือบจะสายไปแล้ว..

คำพูดเจ้าเป็ดน้อยยังไว้ทัน

สงสารเฮยหลง TT-TT
รักแสนรัก แต่ก็ผิดหวังมิน้อยเลย
อยากได้มาเป็นภรรยา ยกย่องให้เป็นหนึ่งเดียว
ดูก็รู้แล้วว่ารักมากแค่ไหน

สงสารชงยี้
ทั้งชาติกำเนิด ความรัก ฐานะ สถานะ..

แอบไปหลบร้องไห้ที่ไหนแล้วหนอ
แล้วจะไปตัดผมทิ้งป่าวอ่ะเนี่ย จะแต่งชายด้วยไหม
หลังจากบอกความจริงไปแล้ว
ลุ้นตอนต่อไป - ใจจะขาดแล้วน้องเฮ)

อยากบอกว่าชอบบทกลอนที่ขึ้นต้นของทุกแชปนะคะ
เปรียบเปรยได้สวยมาก เหมือนสรุปเหตุการณ์ในแต่ละตอนเอาไว้

...

อีกนิด

หนานยี่ถง ... ที่แท้ก็ ....

...

ฉางเล่ออี้ชิน เป็นไงกันบ้างน้อ??


have a nice wekend

#2 By TG 656 (58.8.173.48) on 2008-12-12 12:16

อ๊ากกกกกก เจ็บปวดค่ะ ทำไมกะอีแค่เป็นผู้ชายมันน่าเจ็บใจขนาดนั้นเลยเหรอ เนี่ย??? หรือว่าเป็นเพราะคิดว่าโดนหลอก แต่แม่นางไป๋ก็มิได้อยากให้มันเป็ฯอย่างนั้นนี่นา


คู่นี้กลายเป็นรักรันทด แล้วอีกคู่นึงล่ะนั้น เป็นเช่นไรบ้าง

แง่บๆ เพิ่งจะปั่นงานเสร็จน่ะจ่ะ หุๆๆๆ
มาหาความสำราญก่อนจะสู่ห้วงนิทรา

.............................

ความจริงปรากฏแล้วเนอะ
น่าสงสารท่านหยาง
แต่.........
......
..
แหม..ตัวเองห้ามไม่ให้ฉางเล่อชอบ อี้ชิน
พี่หยางคะ...เค้าดึ่มดึ๋ยกันไปเรียบร้อยโรงเรียนเฮกันแล้วววว
ถ้าพี่หยางตัดความกังวลเรื่อง ชาย- ชาย ทิ้ง
พี่หยางจะมีความสุขมาก 5555

ก็ร่างบางอย่างพี่ไป๋ ทำให้พี่หยางรู้สึกดีนี่นา
พี่จะสับสนกับความต้องการของตัวเองไปทำไม?

"เจ้าเป็นของข้าได้หรือไม่..." พี่ถามพี่ไป๋ไปแบบนี้
อึ๋ยยๆๆๆ เครซี่ค่ะ 555... แอบเขิลแทน(บ้าป่ะวะ)

"ภรรยา"...ผู้ชายก็เป็นได้ค่ะพี่ไป๋...
บุรุษ...แม้นปฏิบัติตนต่อคนรักตามหลักของภรรยาที่ดี..
ก็ย่อมเรียกได้ว่าเป็นภรรยาได้ค่ะ (ฮ่า...ก็จะให้พี่ไป๋ยอมอ่ะ)


หงษ์...ตีปีกหนีมังกรไปเหรอคะ?
มังการจะตามไปคว้าหงษ์กลับมาได้อย่างง่ายดายมั้ย?

ขอให้มังกรรู้ใจตัวเองเสียที
ขอให้หงษ์ยอมเป็นของมังกร...ชั่วฟ้าดินสลาย

สาธู้.....


ปล.จะเอาตอนต่อไป (แดดิ้นไปกับพื้น -0-)
ปลล.จะสอบแล้ว ยังไม่อ่านหนังสือเลย5555+
ปลลล.มะเหมี่ยวก็เหมือนกัน (คนที่เม้นคนแรกอ่ะ)..ขึ้นหัวเอ็มว่าอ่านหนังสือ..แต่ไหงมานั่งอ่านฟิคหว่า?

สุดท้ายแล้ว........


จขบ. สู้ๆค่า

#4 By ~WIwIZARD~ on 2008-12-17 02:49

น่าสงสารเฮยหลง question แต่สงสารชงยี้มากกว่า เป็นผู้ชายแล้วทำไม หนานยี่ถงที่แท้ก็... ชอบฟิคเรื่องนี้มากเลย นุกๆ

#5 By mo-ko on 2008-12-24 17:29

ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ จะรอตอนต่อไปนะคะ

#6 By mo-ko on 2009-05-17 23:23