[BB.fic] Romantic

posted on 29 Sep 2009 05:46 by sussurro  in fiction

Title: Romantic

Author: ENIGMA

Genre: AU, flashback

Status: a short fiction, one shot?

Fandom: BIGBANG

Theme song: I Will Survive by Cake -click here to download--

Author's note: the quotation below is taken from ‘I Will Survive' lyric.  give this as a present to someone who was born in October. Hey, that little person can you see this? I give it to you as you want. Wish you happy days: any day with GD. But I'm just wondering why everybody wants fan-fictions to be their gift? Ahem, would you pay me a gift too?

+++

 

 

 

 

 

            .

 

            .

            I'm not that stupid little person who's still in love with you...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขาขยี้มวนบุหรี่ลงกับก้นแก้วเป็นตัวที่หก..  มวนขาวเผาไหม้เชื่องช้าจนมอดดับ   เขามองมันนอนนิ่งสนิทในถาดแก้ว   ดวงตาเรียวเล็กหลับตาลงและฟังเสียงสายฝนซึ่งสาดซัด   เก้าอี้โซฟาตัวโตหันหน้าออกหน้าต่างสูง   ระเบียงกว้างอยู่นอกผนังกระจกจรดเพดาน   ม่านฝนด้านนอกบดบังแสงตะวันเจิดนวล   เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นใช่ดวงอาทิตย์จริงๆหรือเปล่า...หรืออาจจะเป็นจันทร์ยามค่ำคืน   เวลาช่างไหลผ่านรวดเร็วเหมือนน้ำในอุ้งมือ  ชายหนุ่มร่างเพรียวก้มลงมองมือของตนที่กำลังสั่นระริก   เขาวางมันบนหัวเข้าทั้งสองข้าง.....อุ่นแต่มันไม่ได้ช่วยอะไร..

 

 

สองมือยังเย็นเฉียบ..

 

 

 

เหมือนทุกสุดสัปดาห์..เขาจะต้องมานั่งที่ห้องนี้   จ้องมองหลังคา..ดาดฟ้า...เมฆขาว...ทิวทัศน์เดิมๆ   ภาพของจิตรกรที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกจากสีสันและก้อนเมฆ   สูบบุหรี่........ฆ่าเวลา?

 

 

 

เวลาต่างหากที่ฆ่าเขา...

 

 

 

ห้องเหลี่ยมกว้างขวางอำนวยพร้อมด้วยเครื่องใช้เครื่องเรือน   เตียงตรงสุดมุมนั่นเป็นเตียงที่หรูหราและใหญ่โต...แต่ถ้าถามถึงจำนวนครั้งที่ล้มตัวนอน..มันไม่บ่อยขนาดที่จะต้องยกมือขึ้นนับทั้งสองข้าง   ความเงียบเป็นเพื่อนของเขาเสมอแม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายสักแค่ไหน...

 

 

มันตั้งแต่เมื่อไรกัน?

 

 

 

"ไง..จียง?"เสียงทุ้มเอ่ยทักขึ้นที่ด้านหลัง  ไม่ต้องหันมองเขาก็รู้ว่าใคร  ฝ่ามือใหญ่ตบลงบ่าเพรียวด้วยน้ำหนักสม่ำเสมอ  ไม่มากไม่เบา   เขาหันมองชายหนุ่มผมสั้นและดวงตาเฉี่ยวคม   แสงแดดปะทะลงมาที่ด้านหลัง   เสียงกึงกังของของลูกบอลสักหลาดกระทบคอร์ทสะท้อนไปทั่วแม้ว่าจะเป็นที่โล่งแจ้ง   ผู้ทักทายซับเหงื่อซึ่งเกาะพราวขณะมองตรงมาทางเขา   แร็กเก็ตฟีล่าสีแดงดำเป็นเงาวาวกับแสงอาทิตย์อยู่ในมือของชายร่างสูง

 

 

เขาพยักหน้าแต่ไม่ได้ตอบรับไปมากกว่านั้น   ชายหนุ่มร่างสูงขยับปากขึ้นเล็กน้อย..แต่เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ต้องหันไปมอง   หญิงสาวสองสามคนยิ้มยกให้พลางโบกมือ   เขายืนมองปฏิกิริยาของชายหนุ่ม...ดวงตาเฉี่ยวคมคู่นั้นหันมามองเขาอย่างลังเล   ชายร่างเพรียวหมุนแร็กเก็ตสีเงินในมือ เขายกมันขึ้นเป็นเชิงลาก่อนจะถอยออกมาจากตรงนั้น..มันไม่ใช่ที่ของเขา

 

 

 

"จียง?"เสียงทุ้มนั่นรั้งเรียกเขาไว้แต่น่าเสียดายที่แผ่วเบาเกินกว่าจะดึงเขาไว้  ไม่หรอก..มันเบาเกินไป   มันดูคลอนแคลนและโยกไหวเกินไป..   ภาพหมอกมัวๆเข้าล้อมกรอบเขาจนไม่เหลือความทรงจำอะไรดีๆนอกจากคอร์ทและลูกเทนนิสสีสด   เขาเกล็ดบุหรี่ออกจากซอง..ไลท์เตอร์สั่งทำพิเศษของเขาจุดประกายสีน้ำเงิน   ปลายนิ้วของเขาเลื่อนไล้ร่องอักษรตัว ‘เอส' อย่างเชื่องช้า   ปลดไก..ไฟดับ..   เขาเลื่อนขึ้นอีกครั้งก่อนจะจ่อกับปลายมวนขาว   กระดาษเผาไหม้กรอบม้วน..

 

 

"นายสูบบุหรี่ด้วยเหรอ?"เสียงทุ้มกล่าวขึ้น  กลิ่นควันจากเนื้อย่างทำให้บรรยากาศดูเลือนๆไม่สมจริงแต่เขากำลังนั่งเคียงกับผู้ชายร่างสูงคนนั้นไม่ผิดแน่   ความแปลกใจอวลกระจายทั่วประโยค..แต่เขาไม่ได้ตอบ   ร่างเพรียวเก็บไลท์เตอร์เงินเกลี้ยงลงกระเป๋าเสื้อ   ส่งควันระบายผ่านริมฝีปากอ้อยอิ่งและอาลัย  ดวงตาเรียวเล็กมองควันสีเทาของตนผสมผสานกับกับควันจากเตาตรงหน้า   ชายหนุ่มกับบ่ากว้างดึงไลท์เตอร์ของตนออกมาพร้อมบุหรี่   เขาเห็นตัวอักษรรางเลือนบนผิวสีเงินด้าน

 

 

ตัว ‘เจ'

 

 

"อ้อ..นี่เหรอ?"เขายกไลท์เตอร์ขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมอง "ฉันสั่งทำน่ะ..สวยไหม   นายอยากได้ก็ไปนะที่ห้างนั้นไง   เขาสลักได้หมดนะ ขอแค่มีแบบ"

 

รอยยิ้มเกลื่อนบนใบหน้าคมคายนั่น  พูดจาด้วยท่าทางสบายอกสบายใจและเรียบง่าย   ไม่นานนักแก้วเบียร์ก็ถูกเติมจากสาวที่นั่งฝั่งตรงข้าม   เขามองแก้วเบียร์ของตนเอง  ฟองจางหายไปนานแล้ว   ...หายไปตอนไหนนะ......   ร่างเพรียวมองแก้วของชายหนุ่มด้านข้างอีกครั้ง...มันไม่เคยพร่องเลย   ร่างสูงเสียงทุ้มต่ำกำลังคุยกับคนรอบวงอย่างออกรส   บุหรี่ในอุ้งมือหนากำลังเผาไหม้ตนเองอย่างช้าๆ   เขามองมันอยู่ในเรียวปากคู่นั้น...ก่อนจะถูกดึงออก

 

 

 

 ยกขึ้น..และดึงออก   จังหวะเนิบช้า..เว้นระยะเวลาคุย   ร่างเพรียวบังคับมือของตนเองไม่ให้สั่นก่อนจะขยี้ก้นกรองกับถ้วยแก้ว   บรรยากาศในโต๊ะกำลังครื้นเครง ตัวประกอบอย่างเขาไม่อยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ผลกระทบอะไร   เสียงหัวเราะหรือเรื่องตลกมันก็ยังดำเนินต่อไปได้   ตราบใดที่ยังมี..    โลกไม่ได้หมุนรอบใครแต่ใจคนต่างหากที่หมุนรอบคนๆนี้   เขามองควันเนื้อย่างจนแสบตา..ควันขยายใหญ่จนทึบทึม..บดบังและเร้นสายตาของเขาไปจากผู้คน   ความร้อนจากเตาทวีมากขึ้น...และมากขึ้นจนลามปลายมือ

 

 

ร่างเพรียวมองบุหรี่ในมือซึ่งกำลังกร่อนไหม้จนเกือบสุดลำ   สีแดงอมส้มเล็กๆกำลังใกล้เข้ามา   เขาขยี้มันลงกับถาดแก้วรวมกับซากอื่นๆก่อนหน้านี้   มันทำให้เขาร้อน..ใช่..แต่มันก็....   เขามองปลายนิ้วของตนเอง..อุ่นวาบที่ยังทิ้งรอยไว้สะกิดให้เขารู้สึกแสบเบา   ชายหนุ่มลูบมันอย่างเบามือ  

 

 

"...เน็ตมันบาดเอาใช่ไหมล่ะ?   ตอนขึงเน็ตต้องไวและเกร็งมือไว้..ไม่งั้นก็เป็นอย่างนี้แหละ"มือใหญ่ดึงสายไนล่อนไปจากมือชุ่มเลือด  สายตาคมคู่เดิมโยนความหน่ายระอามาที่เขา   แม้ไม่พูดออกมา..เขารู้    มือใหญ่กดรอกและดึงกระตุกก่อนจะผูกด้วยเงื่อนที่โคนเสา   เขามองแผ่นหลังและราวไหล่กว้างซึ่งกำลังก้มหน้าลงทำงาน

 

 

"นายเหม่ออะไรจียง?"เสียงทุ้มพูดขึ้น..มันคล้ายกับการบ่นธรรมดาแต่กระแสดุดันของมันไม่ได้เบาบาง   แผ่นหลังกว้างยังคงทำงานต่อไป   เขามองชายร่างสูงท่ามกลางเสียงซุบซิบของผู้คน   ดวงตาเฉี่ยวคมคู่นั้นตวัดกลับมาที่เขาอีกครั้ง

 

 

 

"..ทำไมถึงไม่ยกมือไว้เหนือหัวใจ?   ....บ้าชิบ"

 

 

 

คำสุดท้ายนั่น..แม้ว่าจะพยายามพูดอย่างเบาที่สุดแล้วแต่เขาก็ได้ยิน  ..ได้ยินชัดเจนจนอยากจะเบือนหน้าหนี   รู้สึกบางอย่างในช่องอกกวัดแกว่ง..เส้นแบ่งของความอายและเสียใจ   เขามายืนบื้ออะไรอยู่ที่นี่...   แสงแดดร้อนทวี..มันขับสีเลือดให้กระจ่างแจ่มเกินกว่าที่เป็น..หยดเล็กแต้มดวงลงพื้นคอร์ท  

 

 

สีแดงตัดกับสีเขียว...นั่นคือภาพสุดท้ายที่เขาจำได้   ดวงตาเรียวเล็กสังเกตเถ้าบุหรี่เปื้อนละลายบนผืนพรม   พรมสีเขียวอ่อนเหมือนทุ่งหญ้า...ถักทอด้วยลวดลายวิจิตรบรรจงของรวงข้าว............แต่เขาไม่เคยสังเกต   ครั้งแรกหรือเปล่านะ?   เขาเอื้อมมือลงเช็ดเถ้าด้วยกระดาษทิชชู่   ...เขาเก็บมันไม่หมดหรอก...ไม่มีทาง   เศษฝุ่นปลิวซึมซุกลงเนื้อพรม   ความอ่อนนุ่มและสีสันทำให้เขานึกถึงใบไม้..กระถางดอกไม้ที่เขาพยายามเสาะหา 

 

 

เขาไม่รู้หรอกว่าเขาอยากได้ดอกไม้หรือต้นไม้อะไร   เขาแค่เปิดพลิกจากหน้าหนังสือพฤกษชาติในร้าน   จนกว่าจะเจอที่ถูกใจ..เขาหยิบออกจากชั้นสองสามเล่มเพื่อไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์   กระถางต้นไม้ว่างเปล่าของเขารอคอยส่วนเติมเต็มมานานถึงสองปี   เขาพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยขณะรอคิว

 

สีเขียวและสีแดง...ดอกไม้..เลือนๆ

 

 

"จียงใช่ไหม?"

 

 

เขาเงยหน้าจากสีสันดอกไม้นานาพรรณ...สีสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะสบตากับคนเรียกคือสีขาวลออ   ...ลิลลี่หรือ..นาซีซัส?  เขาคั่นนิ้วไว้ระหว่างหน้า..ดวงตาคมคายจดจ้องเขาอีกครั้ง   ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ได้อีก..

 

"ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เจอกันเลยนะ..นายเป็นไงบ้างล่ะ?"

 

 

เขาหรุบสายตาลงต่ำ   ปลายเท้าของเขามีเพียงเรื่องเล่าเชยๆ   เคยไปเหยียบย่างที่ไหนมันก็ยังได้เหยียบอยู่อย่างนั้น   ปรายตากวาดบุคคลตรงหน้า   ...ผู้หญิงคล้องแขนอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกำลังจ้องตอบมาอย่างสนใจ   เขาเห็นเรียวขาของหล่อนยัง..รู้...ได้เลยว่าหล่อนสวยเพียงไร   

 

 

แบบ...ที่...ผู้ชายคนนี้ชอบ..ส-ว-ย-ห-ว-า-น

 

 

 

"ไม่ยอมติดต่อกับชมรมถ้าอย่างนั้นวันอาทิตย์นี้ตอนเย็นไปให้ได้ล่ะ  ร้านเดิมที่พวกเราชอบไป..เอ้อ..นายยังใช้เบอร์เดิมอยู่ไหม?"

 

 

 

เขาสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยิน   ...เสียงโทรศัพท์มือถือ   มันสั่นอย่างบ้าคลั่ง กะพริบหมายเลขที่คุ้นตา   น่าขมขื่นขนาดไหน..แม้ว่าจะไม่เซฟชื่อไว้ในเครื่องแต่เขาก็จำหมายเลขชุดนี้ได้   ...ไม่มีสักวินาทีที่ลืมมัน   มันจำฝังแน่นลงไปจนเขาอยากจะกระชากส่วนนั้นให้พ้น   ถ้าเขาจำมันไม่ได้เลยคงจะดีกว่านี้

 

 

"นายเปลี่ยนเบอร์นี่?"

 

 

เสียงทุ้มหนักยกแก้ววิสกี้ชนกับเบอร์เบิ้นว่างเปล่าของเขาบนโต๊ะ   เขากุมมือไว้เหนือหน้าตัก  แก้วเดียวกับระยะเวลาห้าชั่วโมงในร้านเหล้าสลัว   เขาปล่อยให้มันว่างเปล่า..น้ำบางส่วนเหลื่อมไหลแผ่วเบาที่ก้นแก้ว   ชายหนุ่มร่างสูงสวมเชิ้ตดำและสวมสูทเทาเข้ม   ดวงตาเรียวเล็กมองนาฬิกาข้อมือสีเงินจรัสที่แขนซ้ายของอีกฝ่าย  เม็ดเล็กๆของอัญมณีเวียนวนบนลานหน้าปัด  

 

 

"ถ้าไม่บังเอิญนายคงไม่ทักฉันสินะ?"ร่างสูงเรียกเครื่องดื่มมาอีกแก้วก่อนจะกระดกลงคอเหมือนน้ำเปล่า   ดวงตาเรียวเล็กมองหยดใสไหลเลี้ยวจากมุมปากของอีกฝ่าย   เกล็ดเล็กบางของมันเลื่อนไถลบนผิวเนื้อก่อนจะหายลับไปหลังคอเสื้อ   ดวงคาคมคายในคลับเงียบเหงาเร่งเร้าให้เขาทนไม่ได้  

 

 

ไม่อยากนั่งที่ตรงนี้..

 

 

 

หายใจไม่ออก...

 

 

 

"ทำไม?"

 

 

นั่นสิ..ทำไม?   เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ   เข็มสั้นชี้ที่เลขแปดอย่างหมิ่นเหม่..   เข็มยาวเตร็ดเตร่อย่างเลื่อนลอย..  เสียงติ๊กเบาๆบนลานหน้าปัดขาวอ่องเอี่ยม   ร้านหรูเพียงหนึ่งเดียวในเมืองที่ขายเจ้าเรือนนี้   เขาเดินเข้าไป..สิ่งที่เขาจำได้มีแอร์เย็นเฉียบและเสียงหวานฉ่ำของพนักงานต้อนรับ   แสงไฟที่ช่วยส่องขับเน้นประกายของสินค้าทำให้มันเหมือนอยู่ในความฝัน  นอกจากนาฬิกา..ยังมีเครื่องเพชรเครื่องประดับระยับตา   พนักงานสาวริมฝีปากแดงฉ่ำยกคอลเลกชั่นล่าสุดมาให้เขาดูแต่เขาก้มลงมองเรือนที่เขียนว่ามาจากปารีส   เขากำลังชี้ไปที่มันแต่ก็ต้องชะงัก..

 

 

"ซื้อนาฬิกาเหรอ?"เสียงทุ้มเสียงนั้น...ก้องผ่าความเงียบราคาแพง   ร่างสูงไหล่กว้างนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ถัดออกไป   ทำไมตอนที่เดินเข้ามาเขาถึงไม่เห็น..   ถ้าเขาเห็น...เขาคง...   ดวงตาเรียวเล็กเลื่อนมองถาดเครื่องประดับบุไหมสีเบจ   แหวนวงเล็กวงน้อยสอดสร้อยบนแพรไหม 

 

 

 

 

....แหวนผู้หญิง

 

 

 

เสื้อผ้าของผู้ชายคนนี้ดูภูมิฐานขึ้นจากครั้งสุดท้ายที่เขาเห็น   ประกายวูบวาบของเพชรสะท้อนผ้าวาเลนติโน่ดำขลับของร่างสูง  รอยยิ้มหยักยกอย่างมั่นใจแบบนั้น..ทำไมถึงต้องยิ้มแบบนั้น   เขาก้มมองตัวเอง..แจ็กเก็ตกันลมเสื้อผ้าแบบวัยรุ่น ยีนส์ขาดวิ่นและรองเท้าสีแสบตา...มันช่างต่างกับรองเท้าหนังของอีกฝ่าย   ทั้งที่เขาแต่งตัวแบบนี้..แต่ก็ยังเข้าร้านแบบนี้   มันเรื่องห่าเหวอะไรกันที่เขาจะซื้อนาฬิกาในห้างระดับนี้?  

 

 

 

มันก็เพราะ...

 

 

ปลายนิ้วเรียวไล้ผ่านสายสีเงินรอบข้อมือก่อนจะสะดุดกับรอยนูนเป็นทางยาว   เขามองมันให้เต็มตา..   แผล..เล็กฉุดรั้งความทรงจำสีจางขึ้นอีกครั้ง   เลือดปะทุหลั่ง..เชือกไนล่อนตวัดด้วยเร็วสูงจากรอกชัก   ครูดผ่านถลอกลึก..

 

 

"นายพลาดอีกแล้วเหรอเนี่ย?  บางทีฉันก็สงสัยนะจียงว่านายมีใจเล่นจริงหรือเปล่า?"เสียงทุ้มถามเขาตรงๆก่อนจะดึงเชือกด้วยท่าทางเชี่ยวชาญและพันกับรอกเหมือนเดิม  คนรอบตัวมองเป็นตาเดียว..มองมาที่เขา   เขายกมือขึ้นสูงก่อนจะถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ   ไปก่อนที่แผ่นหลังนั้นจะหันมามองเขา..สบตาเขา...ทิ่มแทงเขา    แผลเล็กๆนั่น..กลับไม่ได้หายง่ายดายอย่างที่เขาคิด  ยาวนานกว่ามันจะทอดทิ้งรอยนูนเล็กๆเอาไว้ผิวเนื้อ  

 

 

เจือจาง?

 

 

ไม่มีทาง..

 

 

 

"หมอบอกว่าระวังอย่าเพิ่งให้โดนน้ำช่วงนี้   ฉันนึกว่ามารวมกันใหม่นายจะเก่งขึ้น"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น   คำพูดเหล่านั้นลอยมาตามสายลม   โอบล้อมเขาไว้ชั่วครู่ก่อนจะสลายลอยผ่านไป   เขามองแผ่นหลังที่กำลังอยู่เบื้องหน้า   กระเป๋ากีฬาใบโต..มันไม่ใช่ใบเดิมกับตอนที่เรียน   ผมสีดำสนิทอย่างไรก็ยังดำอย่างนั้น   ดวงตาคมคายและสันคางนั่น..เชิดรั้นแบบที่มันเป็น   เขาชะลอฝีเท้าจนแผ่นหลังนั่นเหลือเพียงแค่ฝ่ามือ   ฝูงชนกลืนกินเงาของชายหนุ่มร่างสูง   เขามองไม่เห็นแล้ว..เขาไม่ต้องเห็นแล้ว

 

 

 

ไม่ต้องเห็นวงเงินเกลี้ยงเกลาบนนิ้วนางข้างนั้น  

 

 

 

เขานึกถึงตอนที่เห็นประกายของมันครั้งแรก..   ไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงซุบซิบของแม่สาวพวกนั้นด้วยซ้ำ..  เขารู้ดีว่าควรจะต้องหยุดแต่ในห้องเปลี่ยนเสื้อนั่น..   มือใหญ่ที่ดึงชายเสื้อเลิกขึ้นสูง   โครงหน้าคมที่ไม่ใคร่แสดงอารมณ์อะไรนอกจากรอยยิ้มหยันเล็กๆ   โครงร่างสูงและผึ่งผายไม่ค่อยได้หันมองใครจนเหลียวหลัง   คิ้วหลิ่วคม.. ทั้งหมดนั้นเขา..อยากได้

 

 

 

 

เขา..อยาก

 

 

 

 

 

ร่างเพรียวขยุ้มปกเสื้อโปโล...รวบไว้แน่นรอบลำคอ   ความกล้าหาญบางอย่างกำลังตื่นขึ้น   เขาอยากจะก้าวออกไปให้พ้นจากตรงนี้   ภาวนาให้หลุดพ้น...บ่วงล่องหนที่เกาะกุมทุกเสี้ยวในหัวใจ

 

 

 

 

"ไง...?   ฉันนึกว่านายจะเปลี่ยนเบอร์อีก..ขอบคุณที่ออกมาดื่มเป็นเพื่อนนะ?"ร่างสูงโงศีรษะขึ้นมาจากเคาน์เตอร์   เห็นได้ชัดว่าก่อนที่เขาจะมา เครื่องดื่มหลายขนานมาและจบลงในลำคอของผู้ชายคนนี้ไปมากมาย   เสื้อเชิ้ตไหมสีโค้กและเนกไทสีน้ำตาลไหม้   ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองอย่างครุ่นคิด  เบอร์เบิ้น...วางลงตรงหน้าเขา   เพียงแต่แววตาของอีกฝ่ายจองจำให้เขาต้องชะงักมือ   ริมฝีปากใคร่กระหายจะลิ้มรส...น้ำอำพันอยู่อีกไม่ไกลแต่...

 

 

ผู้ชาย...ดวงตา...คมเข้มกับริมฝีปากเม้มแน่น

 

 

 

"นายรู้ว่าฉันแต่งงานสินะ?"

 

 

เขาไม่ได้ตอบนอกจากวางแก้วเบอร์เบิ้นลง   เพลงจังหวะช้าเชื่องแทรกซึมไปทั่วอณู...เขาอาจจะคิดไปเองว่าหัวใจของเขาเต้นทำนองเดียวกับเพลง..ถ้าเพลงมันหยุดลง...เขาจะตายไปพร้อมกันหรือเปล่า?   ชายหนุ่มร่างสูงยกแก้ววิสกี้ออนเดอะร็อกขึ้นดื่มก่อนจะเรียกแก้วใหม่   มือใหญ่เสยผมดำไปด้านหลังก่อนจะถอนหายใจ  

 

 

"...นายเท่านั้นที่จะไม่ไปไหนใช่ไหม?  ...ใช่ไหม?"มือใหญ่ปัดวงแก้วให้น้ำแข็งกระทบแก้วกริ๊ก   เขามองขอบแก้วและหันมาเจ้าของ   ดวงตาคมขลับยังไม่จากไปไหน  มันเค้นตรงมาที่เขาเพื่อหาคำตอบ...มือใหญ่เมื่อครู่ปล่อยละจากวิสกี้ออนเดอะร็อก   มันคืบคลานมาที่แขนเสื้อของเขา   ปลายนิ้วสอดผ่านเนื้อผ้า..

 

 

ผ่านแผล..

 

 

 

"กลายเป็นแผลเป็นเหรอเนี่ย...น่าเสียดายนะ?"

 

 

 

ความร้อนที่รุกไล่ผิวเนื้อ..ปลุกความเจ็บในตอนนั้นขึ้นมาแล่นปราด   เขาไม่กล้าที่จะชักมือกลับ...ไม่แม้จะสบตากับอีกฝ่ายอีก  ปลายนิ้วของชายหนุ่มยังวนเวียนที่รอยนูน   ทวี..เสียด...เขาทนไม่ไหว   อย่า...ได้โปรดอย่าแตะต้องเขามากไปกว่านี้...

 

"ทำไมถึงทำสีหน้าแบบล่ะหืม?"

 

อย่าทำน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างนั้นด้วย

 

 

 

...อย่า

 

 

 

 

ผู้คนลุกขึ้นตบมือให้กับเสียงเปียโน   เพลงช้าที่ดำเนินสิ้นสุด..มันอำลาจากไปแต่เขาก็ยังมีชีวิตอยู่   ทุกคนยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติ...ยกเว้นเพียงสองคน..   ชายทั้งสอง...

 

 

 

เป็นครั้งแรกที่เขาลิ้มรสวิสกี้ออนเดอะร็อก..

 

 

 

 

จากริมฝีปากคนอื่น...

 

 

 

และนั่นคือจุดเริ่มต้น..ของห้องๆนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขามองฝนที่หยาดเม็ดหมาด   ท้องฟ้าสลัวยามค่ำคืนทอแสงเรืองประหลาดที่มุมขวา...นั่นคงเป็นดวงจันทร์?   เขามองมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเหลียวมองไปรอบห้อง  สีขาวและโทนขรึมให้เหมาะกับผู้ชาย...ไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหนว่าเขาเลือกห้องนี้ให้กับมือ   ..ไม่ใช่แค่สั่งเลขาสักคนแล้วเลือกมัณฑนากรมารังสรรค์    เขาไม่เคยเอาเสื้อผ้ามาไว้ที่นี่..ยกเว้นสองสามตัวไว้เปลี่ยนกรณีฉุกเฉิน   อีกฝ่ายก็เช่นกัน..ดอกไม้ที่ส่งมาห้องนี้ทุกวัน..คงเป็นบริการจัดส่งที่รับคำสั่งล่วงหน้ามาเป็นเดือน    เขามองกุหลาบเบื้องหน้า..กลีบนวลของมันพันแย้มคลี่อาย   แต่งห้องเรียบเฉยอย่างนี้เพื่ออะไรถ้าจะส่งกุหลาบมาให้

 

 

เขามองกล่องกระดาษที่อยู่ด้านล่างโซฟา   ใบไม่ใหญ่ไม่โต..   เขามองมันก่อนเอียงคอมองกุหลาบเหล่านั้น   เขามองเตียงกว้างใหญ่และมองไปทุกมุมในห้อง   โต๊ะตรงนั้น...เก้าอี้...ตัวสูง..........โต๊ะทานข้าว..ห้องน้ำ....หรือว่าโซฟาตัวนี้ก็ตาม..มันมีแต่คราบความทรงจำ

 

 

แปลก..ทั้งที่มันว่างเปล่าแท้ๆ

 

 

 

ชายร่างเพรียวรู้สึกอยากได้เครื่องดื่มมาดับกระหาย   ความแห้งผากเป็นผุยผงกำลังระรานลำคอ  เขาอยากจะดื่มสักแก้วสองแก้วเพื่อหล่อเลี้ยงความกล้าหาญที่เพิ่งตื่นขึ้นมา   อยากให้มันเติบโต..เติบโตพอที่จะคุ้มครองเขา  

 

 

 

"ไง..จียง?"เสียงทุ้มต่ำ..รูปแบบการทักทายเดิมๆ   ไม่มีเปลี่ยน...ไม่ต้องหันมองก็รู้ว่าคือผู้ชายคนนั้น   คนที่จะเข้าห้องนี้ได้ก็มีเพียงแค่เขาและผู้ชายคนนี้..

 

 

"โทษทีนะ..ฝนตกรถติด"ร่างสูงถอดสูทพาดไว้ที่ไม้แขวนริมผนัง   บริเวณบ่ามีรอยเปียกของน้ำ   ผมสีดำสนิทชื้นเปียกและสีเข้มกว่าเดิม   ดวงตาเรียวเล็กสังเกตทุกรายละเอียด   มองชายหนุ่มปลดสายเนกไทลงหลวมและขยับกระดุมออกสองสามเม็ด   ดวงตาคมคายไม่ได้สะท้อนภาพของเขา  

 

 

โง่จริง..มันไม่เคยมีมาตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือไง

 

 

"อาจจะฟังดูแก้ตัวนะ  แต่ที่โซฟาตรงนี้เลยได้ไหม?"อีกฝ่ายแตะลงที่กระดุมเสื้อโปโลของเขา   ร่างเพรียวมองเหม่อทุกการกระทำ..อากาศเย็นชโลมผิวเปลือยลาดไหล่   เขารู้สึกเหมือนเป็นตุ๊กตาที่กำลังจะถูกทิ้ง..

 

 

"ทำไมไม่ถอดล่ะหืม?  หรือว่ายังไม่มีอารมณ์?..นายก็รู้ว่าฉันต้องบินไฟลท์ห้าทุ่มนี่ฉันก็เพิ่งเลิกประชุม   ไม่มีเวลา...ม.."

 

 

"เลิกเถอะ..."

 

 

 

 

 

"เห?"

 

 

 

"ฉันบอกว่าเลิกเถอะ.."

 

 

ชายร่างเพรียวสบตาผู้ชายที่กำลังนิ่งตะลึงงัน   แวววูบวาบในดวงตาคมคายคู่นี้คืออะไรนะ..   ผิดหวัง? เสียใจ? หรือว่าเจ็บปวด?   มือใหญ่คู่นั้นหยุดลงและยกขึ้นเสยผมโดยแรง

 

 

 

 

"นายต้องการอะไรอีก?   บ้านเดี่ยวหรือว่ารถ?"

 

 

"เลิกก็พอ"

 

 

"นายไม่ใช่คนเข้าหาฉันก่อนหรือไง?"

 

 

"ใช่.....และนั่นอาจจะ.."เขากล้ำกลืนข้อความที่ว่า ‘เป็นสิ่งเดียวที่ผิดพลาดที่สุด' ลงคอไป   เขาสบตากับร่างสูง   เนกไทสีเข้มที่หลุดลุ่ยทำให้ร่างสูงดูเหนื่อยล้า   ชายหนุ่มทิ้งตัวลงโซฟาแต่ไม่วางตาจากเขา  ร่างเพรียวไม่คิดจะหลบตา..อย่างน้อยก็ในตอนนี้

 

 

 

"ฉันทำอะไรบกพร่อง? เงิน? ดอกไม้? เซ็กส์?"

 

 

 

 

"........................................."

 

 

 

 

ร่างสูงเงียบเมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบ...   แย้มริมฝีปากก่อนจะหุบลง..แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ความอยากรู้ของตนเอง

 

 

"หรือว่า..ผู้ชายใหม่?"

 

 

 

 

 

ร่างเพรียวยกกล่องที่ปลายโซฟาขึ้นเท    ธนบัตรปลิวร่อนทุกทิศทาง  แผ่นกระดาษกระจิดริดสูงค่าทะลักท่วมหัวของร่างสูง  กรีดไล้สันคาง บ้างตบหน้า  ใบที่เหลือบดบังสายตาให้พร่ามัว   ธนบัตร..ทุกแห่งหน

 

 

 

"ฉันคืนให้นาย"

 

 

 

"จียง?"ร่างสูงผุดยืนขึ้นเต็มความสูง  เขาคว้าแขนสองข้างของร่างเพรียวก่อนจะยัดเยียดคำตะคอกใส่หน้า   คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน..   ความสูงที่ต่างกันทำให้เหมือนอีกฝ่ายจะโถมถาลงคร่อม   ดวงตาเรียวเล็กเงยขึ้นสบกับอีกฝ่ายแต่ความคลุ้มคลั่งในดวงตาของร่างสูงเป็นเพราะอะไร...ความหึงหวงหรือว่าแค่ความเจ็บใจ?   แค่สมบัติชิ้นหนึ่งจะหล่นหายไประหว่างทาง..

 

 

 

"คนๆนั้นคือใคร?"

 

 

"....เราจบแล้ว..ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ.."

 

 

ร่างสูงขมวดคิ้วแน่น...หากว่าสายตาคู่นี้คือใบมีด...ใบหน้าของเขาคงมีแต่รอยแผล   สีดำที่ดึงดูด...เขาไม่ปฏิเสธหรอกว่าแม้แต่ตอนนี้มันยังทำให้เขาหลงใหล   แม้ว่าจะไม่มีความอ่อนโยนที่ฉายระวิอยู่เหมือนก่อน..แม้ว่าสัมผัสทุกเสี้ยวคือตัณหาและราคะ..หรือแม้ว่าเขาจะกลายเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง..สูงค่าเป็นแค่พลอยในหมู่เพชรแต่มันก็เท่านั้น

 

 

ไม่มีแหวนสำหรับเขาหรือสองเรา

 

 

ที่ผ่านมา..แหวนวงนั้นยังอยู่บนนิ้วนางข้างเดิม   แหวนของ..การแต่งงานที่ถูกต้อง

 

 

"นายจะตบ?"เขาเค้นเสียงออกไปได้ดังสุดเท่านี้เมื่อเห็นมือใหญ่ตวัดเงื้อมในอากาศ   เขาไม่คิดจะหลบ..เขาหลับตาและปล่อยให้มันเป็นไปตามกลศาสตร์   ...แต่ตรงกันข้ามเขากลับได้รสสัมผัสนิ่มอิ่มที่ริมฝีปาก   ความเรียบลื่นของปลายลิ้นผินแผ่วตามริมฝีปากบน  

 

เร่งรัดรบเร้าให้เผยอรับ

 

 

 

เขาตอบรับแม้ว่ามันจะเป็นกับดัก   เขาเอียงใบหน้ารับ   ปล่อยลมหายใจรินระรวย   ...รสชาติของเครื่องแอลกอฮอล์อวลชัด   ร่างเพรียวลืมตาขึ้น..แม้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว..ก็ยังมีแต่คำโกหก

 

 

เขาผละออก

 

 

เขาอยากร้องไห้...

 

 

 

 

ร่างสูงยืนนิ่งไม่ไหวติงหลังจากการปฏิเสธ  สายตาคมพลันว่างเปล่า..   ร่างเพรียวหัวเราะเสียงเบา..เพียงเพื่อเยาะหยันให้กับตัวเอง   เขาเดินไปหยุดที่แจกันหรูหราเหล่านั้น  ดอกกุหลาบ...เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งก้าน

 

 

 

 

"ฉันขอเจ้านี่หนึ่งดอกนะ"

 

 

 

 

ร่างสูงพึมพำบางอย่างแต่เขาไม่คิดจะอยู่ฟัง..

 

 

 

 

ชายร่างเพรียวยกกลีบนวลขึ้นดอมดม..กลีบของมันไล้ผ่านเรียวปากของเขา   ชายหนุ่มหยุดยืนที่หน้าประตูก่อนที่จะก้าวออกไปจากห้องนี้ เขาเหลียวมองแผ่นหลังกว้างซึ่งสั่นเทิ้ม 

 

 

 

อยากบอกเหลือเกิน..อยากให้นายรู้..

 

 

 

 

.

.

กุหลาบยังอ่อนโยนได้ไม่เท่านาย

 

 

 

end.

 

 

 

ประกาศตัวเล็กๆ ...คิดว่าจะจัดเกมชิงโปสเตอร์หน้าตาแบบนี้แต่ยังคิดไม่ออก

มีใบเดียวขนาดสักเอสามนี่แหละ

 

GD-poster on Twitpic

 

มีคนสนใจไหมคะ?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่อก....
อ่านแล้ว... ช่าง... ช้ำ....
โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตั้งสติเม้นท์ไม่ได้
อ่อกแต่เช้าเลยเรา
~~(T_T)~~
ตั้งสติได้แล้วจะเม้นท์ใหม่นะคะ

#1 By KATCHA on 2009-09-29 07:39

อ๊ากกกกก

อ่านแล้วแอบงง

งงตั้งแต่ต้น เพิ่งจะรู้เรื่องตอนท้ายๆ

เดี๋ยวจะลองอ่านใหม่อีกรอบ

ชอบที่ม้นลึกซึ้ง สับสน งุนงงนี่หละ

#2 By momotar on 2009-09-29 11:14

โฮก

มัน...

จุกโว้ย

ไม่เข้าใจความสัมพันธ์อันสับสนนี้เลย

อยู่เพื่ออะไร

แล้วยอมไปทำไมกัน

เครียด

#3 By frem1991 on 2009-09-29 11:20

ตอนแรกงงๆ...

แต่ตอนหลัง...

เข้าใจแหงะ...

#4 By LoveLoveChoiSeungHyun on 2009-09-29 11:54

สิ่งที่จียงอยากได้

***ความรักที่ถูกต้อง***

ซึ่งเทมป์ นายไม่สามารถให้ได้

จียงเจ็บปวดมาก

อ่านแล้วซึ้งมากค่ะ

#5 By nubeer on 2009-09-29 19:59

อ่านแล้วไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างที่คิดรึเปล่านะคะพี่เฮ?
เพราะว่าตอนแรกนี่ปูเรื่องมาแบบว่าเหมือนกับเล่าจากปัจจุบันลากสู่อดีตยังไงก็ไม่รู้นะ
แต่ว่าเนื้อเรื่องนี่พี่ชอบเขียนให้บีบหัวใจเล่นอยู่เรื่อยเลย
อ่านแล้วรู้สึกถึงความ'แอบ'
ของจียงได้เลย
ชอบที่บอกว่าอยากได้ แต่ก็เหมือนว่าจะไม่ได้
ได้มาแค่ชั่วคราวอยางนั้นหรือเปล่า?
เหมือนจะได้หัวใจ
อ่านไปก็เหมือนว่าไม่ได้อะไร
ความรู้สึกของจียงนั้นเหมือนความรู้สึกของบ้านเล็กยังไงไม่รู้
ผู้ชายคนนั้นก็บอกอย่างกะว่าจียงเป็นเมียน้อย(ขอโทษฮ่ะที่ต้องพูดตรงๆ)
เหมือนว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่เคยสนใจ
มันรู้สึกบีบตอนที่จียงเห็นแหวนน่ะแหล่ะ
ความสัมพันธ์เชิงชู้ชัดๆเลย
ภาษาของพี่เฮก็ยังคงคมเหมือนเดิม
ขอบคุณนะคะที่เอาอีกเรื่องที่มาให้ได้คิดได้ทุกบรรทัด
สุดท้ายผู้ชายคนนั้นที่ชื่อซึงฮยอน
ก็คงยังอ่อนโยนอยู่ในใจของควอนจียง

***อั๋ย!!!~

#6 By 2kang on 2009-09-29 21:10

สิ่งที่ไม่เคยพูด ไม่เคยบอกยังไง...ในเมื่อไม่พูด ไม่บอกออกไป

อย่าหวังว่าีอีกฝ่ายจะรู้ได้เอง



ถ้าจีมันพูดออกไปแล้ว มันจะยิ่งเจ็บกว่าเดิมหรือเปล่านี่สิ



ดีแล้วหรือเปล่า...ที่เลือกจะเดินจากมา

แต่ยังไง....กุหลาบหนึ่งดอก ก็ยังสู้เทมไม่ได้นี่สิ




;]]

#7 By Saffron on 2009-09-29 23:25

จียงรักเทมป์นานมากเลยอ่า
แต่ไม่รู้ว่าเทมป์คิดไง แต่ก็เหมือนห่วงกัน
แต่ไม่มีใครพูด


เทมป์แต่งงานแต่เชื่อว่าต้องรักจียงแน่ๆ
ไม่งั้นทำทำหน้าอาวรณ์หรืออยากเข้าหาตลอดหรอก


จีน่าสงสาร เพราะไม่อยากเป็นเมียเก็บอย่างนั้นใช่มั้ย
สงสารทั้งคู่เลยอ่า
ทั้งที่ใจตรงกันแท้ๆ


งึก



เศร้ารมากมายเลยง๊าฟฟ

#8 By *+.BoWMiN.+* on 2009-09-29 23:37

อ่านรอลแรกเหมือนไม่ค่อยมีสมาธิอ่าน เก็บอะไรไม่ได้ เพลงไอดอนท์แคร์ของสาวๆก็ยิ่งตีกับเนื้อเรื่องไปกันใหญ่ ถึงจะปิดแล้วอ่านต่อก็งงๆกับเรื่องราวที่เป็นแฟลชแบล็คฉายสลับไปสลับมา กลายเป็นว่า อ่านไม่รู้เรื่องเลยซะอย่างนั้น เสียอารมณ์จริงๆ

สุดท้ายก็ต้องเลื่อนขึ้นขึ้นไปตั้งสมาธิอ่านใหม่..
เมื่อกี้ไม่ได้ตั้งสติจริงๆด้วย เพิ้งสังเกตุเห็นธีมซอง
เวอร์ชั่นนี้ก็เพราะดีนะฮะ ชอบอินโทร~

อ่า..

จริงๆตอนนี้ก็ไม่มันใจว่าสรุปแล้วอ่านตกหล่นตรงไหนไปรึเปล่า?

เข้าใจว่าจียงกับเทมป์คงมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยเรียนใช่มั้ยฮะ? หรือผมเข้าใจผิดเรื่องที่จะสื่อของไฟแช็คกััน?
ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม่ต้องเป็น 'เจ' และ 'เอส'
รวมถึงรอกเกตสองสี.. แต่ความสัมพันธ์สองคนนี้ก็ไม่ได้ดูเหมือนเพื่อนกันหรอกนะ



พอตัดสู่ปัจจุบัน
ทั้งคู่อยู่ในสถานะมีความสัมพันธ์แบบลับๆซินะ
เทมป์ไม่เคยรักจียงอย่างจริงจัง ไม่เคยเลย
ผมเข้าใจว่าอย่างนั้นนะ.. เพราะสิ่งที่เทมป์ทำก็ไม่ได้ทำอะไรที่พิเศษเลย.. ใช่.. ไม่มีแหวนสำหรับพวกเขา

เข้าใจว่าความหมายของแหวนก็คือความรัก
เป็นสิ่งที่จียงอยากได้ และหวังว่าจะได้มาตลอดอา..
รู้ทั้งรู้ว่าทุกสิ่งตรงหน้าเป็นเรื่องโกหก
เป็นแค่สิ่งที่ไม่มีตัวตน
ไม่มีวันได้มา..

จนแล้วจนรอด.. ที่เทมป์บอกว่าประชุม.. ก็โกหก?
ประชุม? แล้วไอ้รสเหล้านั้นล่ะ?

จริงๆ มารู้สึกชัดเจนก็ตรงนี้แหละ ว่าเทมป์คงไม่เห็นจียงเป็นไปมากกว่าสมบัตชิ้นหนึ่งจริงๆ

เทมป์ไม่มีสิ่งบกพร่อง.. แต่สิ่งที่ไม่มีมาตั้งแต่ตนคือ ความรัก,




แต่ถึงอย่างนั้น จียงก็ยังเห็นความอ่อนโยนของเทมป์

ฮ่ะๆ จริงๆตรงนี้ ตัวเราไม่ค่อยเข้าใจจียงเท่าไหร่.. (ไม่ไ้ด้สัมผัสความอ่อนโยนนั้นนี่นา.. ฮ่า~)

แต่ก็คงหมายถึงความอ่อนโยนของเทมป์ที่เป็นนิสัยมีให้กับเค้าและทุกคนกระมัง..

อืมม.. นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้จียงรักเทมป์ก็ได้แหะ..





พออ่านมาจนจบแล้วก็แอบเจ็บปวดกับคำว่า 'อยากบอกเหลือเกิน อยากให้นายรู้'

ฟังดูแล้ว.. ถึงจะพูดไปก็คงไม่มีทางไปถึงนาย ยังไงก็ไม่รู้แหะ~




อ่า~
ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆของenigmaอีกครั้งครับ~

เวลาอ่านสไตล์enigmaนี่ต้องตั้งใจอ่านจริงๆ ถึงจะรู้สึกสนุกมาก เพราะมันมีอะไรๆเยอะจริงๆ ฮ่ะๆ ถ้าพลาดไปละก็ อาจจะพลาดอะไรไปก็ได้..

ยังชอบชอบชอบชอบชอบอ่านอยู่นะครับ~
ติดตามอยู่เรื่อยๆ เพราะงั้นอย่าลืม erosphobia ล่ะครับ!
555
big smile

#9 By Daisuke*-0- on 2009-09-30 00:38

ฮือ

เจ็บ

คือว่า

เจ็บอะ


อ่านแล้วรู้สึกว่าเจ็บ


ชอบมากเลยค่า


แบบจีมันแอบ


เราว่าเราค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกจีนะ


ว่าทำแบบนั้นทำไม


เพราะถ้าเป็นเรา อาจจะทำก็ได้


#10 By finch on 2009-09-30 01:22

อย่างแรกเลย... เรื่องนี้ถ้าไม่ตั้งสติก่อนสตาร์ทอาจจะจูนเรื่องไม่ติดได้ เพราะว่าเกือบไปแล้วเหมือนกัน หุหุ

อย่างแรกที่เบชอบในเรื่องนี้เลยก็คือ ตั้งแต่ต้นจนเกือบจบไม่มีอะไรหลุดออกจากปากของจียงเลยสักนิด เรียกว่าจียงไม่ได้นึกถึงบทพูดของตัวเองเลยมากกว่าเนอะ และมันเป็นอะไรที่เบชอบ "มากๆ"

เบเม้นไม่ถูกเกี่ยวกับเรื่องราวของสองคนเมื่อสมัยก่อน รู้สึกแค่ว่าสำหรับจียงแล้ว เชวซึงฮยอนคือคนที่อ่อนโยน อ่อนโยนมาตลอดถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม เชวซึงฮยอนก็ยังคงเป็นผู้ชายที่อ่อนโยนสำหรับจียงเสมอ.... แล้วเบก็ไม่มั่นใจด้วยว่าที่จียงรู้สึกกับเทมน่ะ มันเรียกว่า รัก หรือว่า หลง กันแน่ มันอาจจะเป็น รักมาก หรือไม่ก็ หลงน้อย ก็ได้เหมือนกันนะ เพราะยังไงซะจียงก็สามารถที่จะตัดใจเลิกได้เหมือนกัน

เชวซึงฮยอนกับควอนจียงเนี่ย....ขึ้นเตียงกันกี่รอบเชียว? สิ่งที่เป็นความทรงจำในห้อง หนึ่งในนั้นไม่ได้มีเตียงนอนรวมอยู่ด้วยนี่ พอมารวมกับคำพูดของเชวซึงฮยอนด้วยแล้ว รู้สึกเหมือนกับเทมมันไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับเรื่องพวกนี้ เหมือนกับทำๆไปให้เสร็จแล้วก็กลับ มีเซ็กส์กันเสร็จแล้วก็ไปแค่นั้น..... แล้วมันเพื่ออะไรล่ะ(วะ) ตกลงแล้วรู้สึกอะไรกับเขาบ้างหรือเปล่า รักอะไรพวกนั้นน่ะดูเหมือนว่าจะไกลเกินกว่าที่จะเป็นไปได้นะ หรือเชวซึงฮยอนคิดว่าการที่เราซื้อรถ ซื้อบ้าน ให้เงินไว้ใช้ มีดอกไม้ที่ใครก็ไม่รู้เอามาส่งให้ และการมีเซ็กส์ที่ไหนก็ได้ คือความรักล่ะ

น่าสงสารจียงชะมัดเลย...

คิดว่าที่เขายอมอยู่ให้ทำอะไรมากมายขนาดนี้มันเพื่ออะไรกันล่ะ ที่เขาเข้าหาตั้งแต่เมื่อก่อนที่ยอมเข้าชมรมทั้งๆที่ตัวเองก็เล่นเทนนิสไม่เป็นมันเพื่ออะไรกัน เพื่อเงิน ดอกกุหลาบ บ้าน รถ หรือเซ็กส์งี่เง่าอะไรพวกนั้นหรือไง ที่จียงยอมมาตลอดอาจจะเพราะคิดว่าอาจจะมีสักวันก็ได้ที่จะมีอะไรระหว่างสองเราเกิดขึ้นมาจริงๆ อาจจะหวังว่าคงจะมีสักวันที่จะได้รู้สึกเหมือนกับว่าในสายตาของเชวซึงฮยอนตัวเองไม่ใช่แค่สิ่งของที่แค่มีไว้ทำอะไรๆแล้วก็ไป มันอาจจะไม่แย่ขนาดนี้ก็ได้ถ้าไม่มีสิ่งของต่างๆนานามากมายมาตอบแทนกับเซ็กส์โง่ๆพวกนั้นน่ะ หรืออย่างน้อยก็มองเขาเป็นอย่างอื่นบ้างไม่ได้หรือไง.... เป็นแบบนี้แล้วใครมันจะทนไหว (ที่จริงเบไม่อยากจะเรียกลักษณะของจียงว่าเป็นการอดทนนะ เพราะดูเหมือนจียงจะเต็มใจมาอยู่ในฐานะอะไรแบบนี้ แต่แค่มันมาถึงจุดที่รู้สึกว่าอยู่ไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้นมามากกว่า)

ที่จริงแล้วจียงน่าจะทุ่มลังใส่หัวรวมไปกับเงินพวกนั้นเลยก็ดีนะ จะได้คิดอะไรได้ขึ้นมาบ้าง ดูเหมือน ณ ปัจจุบันนี้เชวซึงฮยอนจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัวแล้วก็คิดอะไรได้ตื้นชะมัดยาด


แต่ว่าประโยคนี้น่ะ

"...นายเท่านั้นที่จะไม่ไปไหนใช่ไหม? ...ใช่ไหม?"
ประโยคเดียวของเชวซึงฮยอนที่ทำให้เบโคตรจะเขว... พอมาคิดดูดีๆ คิดแบบเข้าข้างเทมสุดๆแล้วเนี่ยนะ มุมอีกมุมที่เบเห็นมันดูเหมือนว่าจะเป็นอะไรที่... น้ำเน่ามากมาก

บางที.. บางทีนะ อาจจะไม่มีเจ้าของแหวนอีกวงเหมือนที่จียงคิด มันอาจจะมีสองเราอย่างที่จียงต้องการ และในดวงตาสีดำที่จียงหลงใหลอาจจะมีจียงอยู่ในนั้นมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ ตั้งแต่ที่ห้องห้องนี้เกิดขึ้น แค่ซึงฮยอนไม่ได้พูดและจียงไม่ได้ถาม แค่จียงดูไม่ออกแค่นั้น เพราะว่ามัวแต่ปิดปากเงียบด้วยกันทั้งคู่เรื่องมันเลยมาจบด้วยอะไรแบบนี้

ก็อาจจะเป็นไปได้... อาจจะ

รู้สึกเหมือนยังเม้นต์ไม่หมด แต่เขียนไม่ออก ห้ามอ่านเกินวันละสองรอบเพราะจะมองว่าเชวซึงฮยอนแย่ไม่ไหวล่ะ.... อยากรอพาร์ทที่เป็นของเทมบ้าง ไม่รู้จะมีไหม *จิ้มนิ้ว* แล้วก็รู้สึกว่าที่เม้นต์ไปข้างบนเป็นอะไรที่ใส่อารมณ์ส่วนตัวเยอะมากกก... แต่ไม่เป็นไรหรอกเนอะๆ แล้วก็สงสัยตัวเองด้วย ตอนอ่านน่ะไม่มีอะไรหรอก พอมานั่งเขียนเม้นต์อยู่ดีๆน้ำตามันจะไหล (- -“ )

มันโรแมนติกลึกล้ำมากเลยนะเนี่ย แต่ว่าสัมผัสได้นะเอ้อ... ตั้งนิดนึงแหนะ

ชอบนะเนี่ยยยยย ขอบคุณนะคะ :]

#11 By mno on 2009-09-30 16:18

เห้ออออออออออออออออออออออออออ

หลังจากอ่านจบคำสุดท้าย ขอถอนหายใจให้ยาวที่สุด

มัน....

จะเม้นเริ่มที่อะไรดี มากมายเหลือเกิน

เอาเป็นว่าสิ่งที่มากที่สุดให้ ไรเตอร์ได้รู้ คือชอบมากนะคะ มากๆ

รายละเอียดต่างๆ ช่างเพอร์เฟคจริงๆ ไปสรรหาคำต่างๆ เหล่านั้นมาจากไหนนนนนนนนนน
รู้สึกว่า สัมผัสแต่ละเรื่องราวเจ๋งมากๆ เลยอะค่ะ
คืออ่านไป เฮ้ย ไปเรื่องใหม่แล้วว่ะ ไม่รู้ตัวอะ ต้องตั้งใจอ่านมากอยู่เหมือนกัน แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เก็บรายละเอียด อย่างตั้งใจ

มาที่ ไคลแมกซ์

อยากจาบร้า แทบร้องให้กะคำพูดของ ชเว
น้องเอ๋ย ช่าง.... สุดๆจริงๆ น้ำตาแทบจะไหลออกมา ถ้าเกิดว่าเป็นจียงเสียได้เอง ก็คงน้ำตาตกในไม่น้อย
เหมือนแค่มาเพื่อสิ่งนี้ ไม่มีอะไรที่มากกว่านี้
มันเห็นได้เลยว่า ไม่ช้า ก็เร็ว เป็นใครก็คงต้องไป

ไปในที่นี้ ไม่ใช่ไม่รัก หรือเกลียดถึงต้องไป

แต่ ต้องไป เพราะรัก

ถ้าไม่ไปตอนนี้ ก็คงจะช้ำใจตาย ในไม่ช้า จิงๆนะ

เพราะรัก จึงต้องหยุด

ดีใที่รักตัวเองมากขึ้น เลยมีสติให้รู้ว่าต้องหยุด

ก่อนที่จะอึดอัดใจ ตาย ไปเสียก่อน

แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าเค้า ยังหึง นะ จียง ฝากเก็บไปคิดนิสนึง T_T

*กอดไรเตอร์แรงๆ *

#12 By topxp on 2009-09-30 18:46



ความรู้สึกสีเทา หม่น ๆ นี้ มันคืออะไรนะ ...


ความรู้สึกที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ...


การหลีกหนีจากความเจ็บปวด ...


นำมาซึ่งความเจ็บปวดยิ่งกว่า ...


แต่การทนอยู่ ก็ทรมานเกินจะหายใจได้ ...


สุดท้ายไม่ว่าเลือกทำอะไรไป ...


ความเจ็บปวดก็ไม่เคยลดลงเลย ...


.............


#13 By nats (58.10.9.21) on 2009-09-30 23:42


ลืม ... ^^!


สนใจโปสเตอร์ครับ แต่เล่นเกมส์ไม่เก่ง ^^!


เมื่อกี๊อ่านเสร็จ มัวแต่ปวดตับอยู่


เลยเม้นท์อย่างเดียว ลืมตอบคำถาม ^^!


..........

#14 By nats (58.10.9.21) on 2009-09-30 23:45

คือไม่รุ้จะเร่มตรงไหน

ไม่รุ้จะพิมพ์อะไร

เจ็บ อึดอัด และสงสาร

เหมือนทุกอย่างดำเนินไปเพราะเทมป์ จีจี้แค่คอยมอง

แต่เพราะทุกอย่างที่ได้แต่เก็บไว้ในใจระเบิดออกมา

มันเลยเป็นจุดเริ่มที่ไม่สวยงาม

สังเกตุ จีไม่ได้พูดเลย มีแต่เทมป์พูด

จีจี้พูดคำแรกคือ "เลิกเถอะ"

เป็นความรุ้สึกที่เก็บอยุ่ในใจมานาน

เจ็บ เจ็บมากกก เทมป์ทำไปทำไม

ถ้าไม่ได้รัก ก็อย่ามาสนใจ อย่าได้ทำเพื่อมีไว้เป็นแค่"สมบัติ"

เคยเห็นคุณค่าของจียงบ้างไหมเทมป์

สุดท้ายกลับเจ็บที่สุด ตรงที่บอกว่า กุหลาบยังอ่อนโยนได้ไม่เท่านาย

ยังไงก็ไม่เคยลืมได้เลยสินะ

เห้อ

สงสารจี

#15 By Kurousa (222.123.42.125) on 2009-10-01 23:35

สุดยอดแห่งการใช้ภาษาเลยค่ะ


ไรเตอร์ใช้ภาษาได้ แบบเข้ากับเนื้อเรื่องแบบอ่านแล้ว

โดนสุดๆ ชอบภาษามากสวยมาจริงๆค่ะ

อ่านตอนแรกงงๆ นะ แต่พออ่านไปๆ มาๆ ก็เก็ทล่ะ

สนุกมากค่ะ ไม่รู้ว่าจะเข้าใจความรู้สึกใครดี เพราะทั้ง สองคนต่างมีเหตุผล

ที่ต้องทำ ต่างกัน

#16 By (222.123.56.105) on 2009-10-03 21:46

เรื่องนี้ต้องมีสติอย่างล้ำลึกจริงๆ
ถึงจะเข้าใจอะไรๆได้

เหมือนอ่านมาสักพัก ก็ต้องย้อนไปสัก 2 ย่อหน้าอ่านใหม่
แล้วก็สักพัก ย้อนไปใหม่สัก 3 ย่อหน้า แล้วค่อยอ่านต่อ
เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆๆ ๆๆ ...

ตัดสลับได้ค่อนข้างงงเลยทีเดวถ้าไม่ตั้งใจ T T



แต่แบบว่า สงสารจีแฮะ
กระทั่งตอนสุดท้ายก็ยังโกหกกัน
แล้วมาถึงก็จะ... ถอดเลยนี่ ..
คือถ้าไม่เดินออกมา ก็คงต้องอยู่ในวังวนนั้นไปตลอด ?
แบบว่าไม่เคยได้รักจริงๆ ไม่เคยเชิดชู ?

ชอบชอตเทเงินใส่หัวมาก
ได้อารมจริงๆ open-mounthed smile


ปล. ฟิคจาก ENIGMA ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริงๆสินะ ^^
แต่ยังชอบเทมป์อารมแบบ Kiss and Stay อยู่เลยแฮะ
เอาแบบนี้อีกสักเรื่องสิคะ 555+

#17 By iKWAN ,,★ on 2009-10-04 01:21